หน้าแรก
ภาพยนตร์
ข่าว
เรื่องHot
Picpost
Video
ละคร
เพลง
แต่งมือถือ
ดารา
เกมส์
ดูดวง
ชุมชนPop2
UCC
ข้อมูลบอร์ด 2002-2004 | ข้อมูลบอร์ด 2004-2008 | ข้อมูลบอร์ด 2009
แนะนำ : ดูดวง | เกมส์ทำอาหาร | เกมส์แต่งตัว | ปรับกระทู้เป็นเหมือนเดิม | ปิด search

ประกาศ! เปิดเว็บบอร์ดใหม่แล้ว ขอเชิญชวนชาวสมาชิกบ้านไร่ฯไปร่วมย้ายบ้านได้ที่

http://forums2.popcornfor2.com

ต้องสมัครสมาชิกกันใหม่นะครับ
แนะนำสมาชิกอ่านกฏข้อมูลบอร์ดใหม่ก่อนโพส โดยเฉพาะการสร้างบ้าน
สำหรับบอร์ดที่มีสมาชิกแฟนคลับเยอะๆควรตกลงกันในบอร์ดเก่าเสียก่อนว่าใครควรเป็นผู้ตั้งบ้าน
ข้อมูลบอร์ดนี้จะปิดไม่ให้โพสวันที่ 31 ธันวาคม 2551 แต่ยังสามารถดูข้อมูลเก่าได้

Welcome Guest ( Log In | Register )

147 Pages < 1 2 3 4 5 > »  
Reply to this topicStart new topicStart Poll

Outline · [ Standard ] · Linear+

> •.•oO คุณพลอยไพลิน คุณสิริกิติยา เจนเซ่น ••.•, ปิดโพสน์ค่ะ ขอเวลาย้ายบ้านนะคะ

Madam-Jung
post Mar 1 2008, 08:45 PM
Post #21


Advanced Member
***

Group: Members
Posts: 1,503
Joined: 29-February 08
Member No.: 130,599






user posted image




user posted image


ความเสียหายอันใหญ่หลวงที่เกิดจากคลื่นยักษ์ (สึนามิ) ทางชายฝั่งทะเลเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2547 นำมาซึ่งความเศร้าโศก เสียใจ ต่อมวลมนุษย์ทั้งโลก คลื่นยักษ์ที่เกิดขึ้นในเช้าวันนั้นได้คร่าชีวิตน้องชายคนเดียวของข้าพเจ้าไปด้วย คุณพุ่ม เจนเซน ด้วยวัยเพียง 21 ปี ยังอยู่ในช่วงชีวิตที่มีอนาคตสดใส น้องพุ่ม ซึ่งมีผลกระทบจาก ออทิสซึม กำลังมีพัฒนาการดีอย่างต่อเนื่องในการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตในสังคม คนไทยทุกๆ คน รวมทั้งผู้ที่มีโอกาสได้รู้จัก และพบเห็นน้องพุ่ม คงจะไม่มีวันลืม รอยยิ้มอันสดใส บริสุทธิ์ ของน้องพุ่มได้



user posted image


ถึงแม้ข้าพเจ้าจะรู้สึกเศร้าสลดจากการสูญเสียน้องชาย และผู้ร่วมเดินทางไปด้วยในครั้งนั้น รวมทั้งผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายคน แต่ข้าพเจ้าก็ยังสำนึกได้ว่า มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ มีผู้ที่สูญเสียพ่อ แม่ ญาติพี่น้อง ไร้ที่อยู่อาศัย ขาดปัจจัยต่างๆอีกมากที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ เหมือนกับที่ครอบครัวของข้าพเจ้าได้รับ ข้าพเจ้าได้รับการบอกเล่าเรื่องที่เลวร้ายจากเพื่อนที่ประสบภัย มองเห็นภาพของซากปรักหักพังที่หลงเหลืออยู่ ได้รับการบอกเล่าว่าหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านถูกคลื่นซัดหายไปในพริบตา บางครอบครัวเหลือสมาชิกที่มีชีวิตอยู่เพียงคนเดียว หรือเด็กๆ ต้องกำพร้าพ่อแม่ ไม่มีคนดูแล และผู้คนที่เสียทุกสิ่งทุกอย่างไปในทะเลที่กลายเป็นมหันตภัย ที่เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย

เมื่อข้าพเจ้าตั้งสติได้ จึงตัดสินใจที่จะหาทางช่วยเหลือผู้ประสบภัย ด้วยการค้นหาข้อมูลและวิธีการที่พอจะช่วยเหลือได้ตามกำลังความสามารถ ข้าพเจ้าตัดสินใจไปที่สภากาชาดไทยหลังจากวันเกิดเหตุ 2 วัน วันนั้น ข้าพเจ้าประหลาดใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าทางเข้าสภากาชาดไทย การจราจรติดขัด สิ่งของที่ได้รับบริจาค กองอยู่เต็มถนน จนไม่สามารถนำรถยนต์เข้าไปได้ ต้องจอดรถยนต์ลงเดิน ฝ่าฝูงชนเข้าไป ได้เห็นอาสาสมัครทำงานอย่างแข็งขัน ในการรับบริจาคเงิน เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ยารักษาโรค และการรับบริจาคโลหิต หลายคนวุ่นวายกับการรับโทรศัพท์ แจ้งบุคคลสูญหาย หรือขอให้ติดตามญาติพี่น้องของผู้ประสบภัย เป็นที่ทราบกันอยู่โดยทั่วไปแล้วว่า คนไทยมีจิตใจโอบอ้อมอารี น้ำใจงาม แต่น้ำใจของคนไทย ที่พร้อมใจกันยินดีช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิในครั้งนี้นั้น มากมายเหนือความคาดหมายจริงๆ


user posted image


ด้วยกิตติศัพท์ที่เป็นที่เชื่อถือไปทั่วโลกของสภากาชาดไทย ทำให้สภากาชาดไทยเป็นศูนย์กลางของการช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ สภากาชาดไทยมีบุคลากรที่มีความรู้ และประสิทธิภาพ รวมทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีศักยภาพพอที่จะให้ความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว และทันเวลา รวมทั้งมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับความช่วยเหลือจากนานาชาติ



ผลกระทบจากภัยธรรมชาติครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็นภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งที่มีผลกระทบต่อคนทั้งโลก เพราะมีคนหลายชาติ หลายภาษา ที่ต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บ คนทั้งโลกพร้อมใจกันช่วยเหลือ จนเป็นที่ซาบซึ้งไปทั่ว แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อการบรรเทาทุกข์ขั้นแรกเสร็จสิ้น ยังมีงานฟื้นฟูที่จำเป็นต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง บางคนสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ ต้องพัฒนาสาธารณูปโภคให้ได้ดีดังเดิม หรือดีขึ้นกว่าเดิม เด็กกำพร้าที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลทั้งด้านจิตใจ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม การศึกษา ที่อยู่อาศัย สิ่งเหล่านี้ต้องการความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องอีกหลายปี


user posted image



ข้าพเจ้าอยากจะชักชวน และขอร้องให้ช่วยกันบริจาคให้กับสภากาชาดไทย อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย และฟื้นฟูสาธารณูปโภค ผู้บาดเจ็บชาวต่างชาติส่วนใหญ่ ได้รับการดูแลรักษาขั้นต้น จนสามาถกลับถิ่นฐานบ้านของตนเองได้แล้ว แต่คนไทยที่ประสบภัย บางคนไม่มีบ้านจะกลับไปอยู่ ไม่เหลือใครที่จะช่วยดูแล บางคนยังมีอาการบาดเจ็บ แผลติดเชื้อ สุขภาพทรุดโทรม รวมทั้งผลกระทบจากความเสียหายที่ทำให้น้ำดื่มไม่สะอาด สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเสมอหลังจากเกิดภัยธรรมชาติ เรามาช่วยกันสร้างกุศลนี้ด้วยการบริจาคให้กับสภากาชาดไทยเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่น้องพุ่
ม และผู้ประสบภัยสึนามิทุกคนและขอให้ผลบุญนี้ นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองแด่ท่านทุกคน

ขอขอบคุณ

พลอยไพลิน เจนเซน

8 มกราคม 2548

ที่มา : เว็บไซต์ สภากาชาดไทย






English Edition..





A Message From Khun Ploypailin Jensen.




The effects of the tsunami that devastated the coasts of South and Southeast Asia on the 26th of December 2004 have deeply touched the lives of everyone in the global community. This is especially true for those who have been personally affected by this catastrophe, as my family and I have. The killer waves that struck that morning violently stole the life of my only brother, Khun Poom Jensen, at the tender age of 21. He was in the prime of his life, having become more self-sufficient in dealing with the social constraints that accompanied his autism. His bright smile and caring nature will be sorely missed by all the people of Thailand and anyone who had ever had the pleasure to meet him.



Although I was devastated by my brother’s death, and the deaths and injuries of the others who were traveling with my family at the time, I knew that thousands of others around the country and region had also been killed and injured, people who wouldn’t have had access to the help and resources that my family did. I began listening to friend’s and family’s stories of their harrowing tales of survival and first-hand accounts of the massively destructive impact of the waves, which left barely a trace of the hotel where they had been staying. I heard stories of villages that had been wiped off the map, families of which only one member survived, young children who had lost both parents and had nowhere to turn, and people who lost all their possessions to the capricious sea.



As a way of coping with my brother’s passing, I decided to devote myself to doing anything I could to help the survivors of the tsunami. After inquiring about how I could contribute to the relief effort, I was quickly directed to the Thai Red Cross Society. On my first visit to the Thai Red Cross headquarters, a few days after the disaster, I was astounded by the tremendous outpouring of support. The road was completely blocked by people transporting basic necessities, clothing, and food to the Red Cross make donations. Our vehicle was unable to turn into the entrance because the driveway was covered with mountains of donated goods in cardboard boxes emblazoned with the familiar Red Cross symbol. Hundreds of volunteers were engaged in a variety of activities, including sorting out the donations, fielding phone calls from concerned family members, and coordinating blood donors, to name a few. Even though the generosity of the Thais is widely known throughout the world, the heartfelt support triggered by the tsunami disaster exceeded everyone’s expectations.



Because of its worldwide reputation, the Red Cross has become the focal point of the tsunami disaster relief effort. The Red Cross symbol sported by the supply distribution teams and doctors that are sent to the disaster-stricken areas acts as a pass that facilitates the assistance and care of the tsunami victims. In this way, goods and medical care are more easily and efficiently distributed to those who are the most affected. The Red Cross’s international knowledge base and experience makes it the organization that is most able to pool international aid and pull together the know-how needed to help in a disaster on such a grand scale.



The most far-reaching disaster of the modern era has generated unprecedented compassion and support from all corners of the globe. Many people may have made an initial donation as a way to allay their concerns about the tsunami victims. These donations have been greatly appreciated and have been used to feed and clothe those in immediate need. However, the devastation that the tsunami has wrought has long-term consequences, those that cannot be solved with only these impulsive donations. Villages need to be rebuilt from the ground up. Essential infrastructure such as clean water distribution and electricity needs to be put in place once again. Newly orphaned children need to be fed, clothed and put through school. These tasks require continuous monetary support; support that usually peters out as times passes after a major disaster.

I urge you all to donate to the Thai Red Cross Society now and on a regular basis to sustain the relief effort, which will take years to complete. Although many injured foreigners were able to return to the tranquility of their home countries, the Thais that live in the devastated area are returning to nothing but a shell of their previous lives after having lost their loved ones, their homes, and their livelihoods. On top of that, many are being ravaged by disease and infections caused by the dirty drinking water and environment. Without proper medical care and sanitation, the already shockingly high death toll may rise even further.



Please repay the generosity of the Thai people with your own generosity. It is a fitting tribute to my brother, Poom, and the thousands of others who perished on that tragic day. I’m sure they would do the same for you.


Thank you.
Ploypailin Jensen.
8 January 2005.

Source : The Thai Red Cross Society's Website


emotion_017.gif emotion_017.gif
User is offlineProfile CardPM
Go to the top of the page
+Quote Post
Madam-Jung
post Mar 1 2008, 09:44 PM
Post #22


Advanced Member
***

Group: Members
Posts: 1,503
Joined: 29-February 08
Member No.: 130,599



user posted image





พระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระราชโอรส พระองค์เล็ก ในสมเด็จ พระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2470 ณ โรงพยาบาลเมาน์ออเบอร์น เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาซูเซสท์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ขณะที่พระราชบิดา ทรงศึกษาแพทย์ อยู่ ณ ประเทศนั้น โดยเมื่อประสูติ ทรงมีฐานันดรศักดิ์ เป็นพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช


เพิ่มเติมจากข้อมูลเดิม ผู้จัดทำนำมาแทรกค่ะ

..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาลเมาท์ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเส็ตส์ เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2470 โดยนายแพทย์วิตมอร์เป็นผู้ถวายการประสูติ

นายแพทย์วิตมอร์ได้บันทึกไว้ว่า "5 ธันวาคม 2470 เด็กชายมหิดล เกิดเมื่อ 8.45 น. (ตรงกับเวลา 20.45 น. ในประเทศไทย) น้ำหนัก 6 ปอนด์ และ 9 3/4 ออนซ์ สุขภาพสมบูรณ์ มารดามีอาการปกติ"


สุภาพสตรีชาวอเมริกันคนหนึ่งซึ่งไปคลอดบุตรในระยะเวลาใกล้เคียงกันเล่าว่า เธอยังจำได้ว่าพระโอรสของเจ้าหญิงแห่งสยามงามมาก พระโอษฐ์สีแดง พระฉวีเป็นสีชมพู สวยกว่าเด็กอเมริกันที่ไปคลอดในระยะนั้นทุกคน .....

จาก "บทเรียงความเรื่องเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี" โดย ชัยนันท์ นันทพันธ์ 2523

ในแรกประสูติ สมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระบรมราชชนนี ได้ ทรงมีพระราชโทรเลขไปทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เพื่อนำขาวการประสูติของพระโอนสองค์เล็กไปถวายยัง รัชกาลที่ ๗

รัชกาลที่ ๗ พระราชทานพระนามว่า Bhumibal ขั้นแรก สมเด็จพระบรมราชชนก และพระบรมราชชนนี ทรงคิดว่า ชื่อไทยว่า ภูมิบาล แต่พอทราบว่าเป็นสะกดแบบโรมัน และมีพระนามอย่างไทยส่งมา ก็เปลี่ยนเป็น ภูมิพล ต่อมา ทรงมีพระราชนิยมการสะกด Bhumibol .......





ในปีพุทธศักราช 2471 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นทรงมีพระชนมายุได้เกือบ 1 พรรษา ได้โดยเสด็จฯ พระราชบิดา ซึ่งทรงสำเร็จวิชาการแพทย์ จากประเทศสหรัฐอเมริกา กลับสู่ประเทศไทย โดยได้ประทับอยู่ ณ วังสระปทุม ในปีถัดมา สมเด็จพระราชบิดา เสด็จทิวงคต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระเชษฐาและพระเชษภคินี ยังคงประทับอยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยทรงได้รับการเลี้ยงดูจากสมเด็จพระราชชนนี จนเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุได้ราว 5 พรรษา ได้เสด็จเข้ารับการศึกษาเบื้องต้น ที่โรงเรียนมาแตร์เดอี ต่อมาในปีพุทธศักราช 2476 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง เข้าศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษา ที่โรงเรียนเมียร์มองค์ (Miremont) โดยทรงศึกษา วิชาภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน และภาษาอังกฤษ


เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พุทธศักราช 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งประทับอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ ทรงประกาศ สละราชสมบัติและโดยที่พระองค์ไม่มีทรงพระราชโอรส หรือพระราชธิดาเลย รัฐบาลในสมัยนั้นจึงได้กราบบังคมทูล อัญเชิญพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดล ซึ่งมีพระชนมายุเพียง 10 พรรษา เสด็จขึ้นสืบราชสันตติวงศ์ เป็นพระมหากษัตริย ์รัชกาลที่ 8 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช อย่างไรก็ตาม ทั้งสองพระองค์ยังคงประทับ และศึกษาอยู่ ณ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ต่อไป


เมื่อทรงเจริญพระชันษามากขึ้น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลฯ ได้เสด็จเข้าศึกษาต่อมา ในระดับมัธยมศึกษา ที่โรงเรียน เอกอล นูแวล เดอลา ซืออิส โรมองต์ (Ecole Nouvelle de la Suisse Rormonide) นครโลซานน์ จนสำเร็จการศึกษา และทรงได้รับประกาศนียบัตร ทางอักษรศาสตร์จาก ยิมนาส กลาซีค กังโตนาล (Gymnas Classique Cantonal) แห่งนครโลซานน์ จากนั้นได้เสด็จเข้าศึกษาต่อ ในระดับอุดมศึกษา ที่มหาวิทยาลัยโลซานน์ (Lausanne University) โดยทรงเลือกศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ แขนงวิชาวิศวกรรมศาสตร์
ทรงเสด็จขึ้นสืบราชสมบัติ



user posted image


ทรงเสด็จขึ้นสืบราชสมบัติ


วันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2489 เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เกิดขึ้น เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ถูกลอบปลงพระชนม์ ด้วยพระแสงปืน เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง คณะรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูล อัญเชิญสมเด็จพระน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลฯ เสด็จขึ้น สืบราชสันตติวงศ์ ต่อจากสมเด็จพระบรมเชษฐา เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 9 แห่งบรมราชจักรีวงศ์ ทรงพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร ระหว่างที่เสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงมีพระชนมายุเพียง 19 พรรษา ยังไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดิน ด้วยพระองค์เองได้ ทางรัฐสภาจึงได้ทำการ แต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินขึ้น ประกอบด้วย

1. พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนชัยนาทนเรนทร (พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์)
ซึ่งต่อมาทรงได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ ให้เป็นสมเด็จกรมพระยาชัยนาทนเรนทร

2. พระยามานวรราชเสวี
เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงมีพระราชภารกิจด้านการศึกษา ทรงเสด็จพระราชดำเนินกลับไปยังประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในปีพุทธศักราช 2489




พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส


user posted image user posted image


วันที่ 28 เมษายน พุทธศักราช 2493 ตรงกับวันศุกร์ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 6 ปีขาล ณ วังสระปทุม โดยมีสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันสัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงเป็นองค์ประธาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ทรงจดทะเบียนสมรส


เพิ่มเติมส่วนนี้ค่ะ

** ตามกฏหมายไทย ประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศใช้เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2474 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่พระมหากษัติย์ไทยประกอบพิธีราชาภิเษกสมรสอย่างเปิดเผย และเป็นทางการ แสดงออกอย่างแจ้งชัดถึงพระราชจรรยาที่จะทรงดำเนินพระองค์ตามระบอบประชาธิปไตยทุกประก
าร**

เช่นบุคคลสามัญทั่วไป โดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนชัยนาทนเรนทร และ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ร่วมลงนามเป็นราชสักขี ท่ามกลางพระบรมวงศานุวงศ์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานรัฐสภา ผู้แทนรัฐบาลไทย และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ ให้มาร่วม ในพระราชพิธีนี้ จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ เสด็จฯ ขึ้นประทับ ยังห้องพระราชพิธี บนตำหนัก เพื่อรับพระราชทานน้ำ พระพุทธมนต์เทพมนต์ ตามโบราณราชประเพณี เสร็จแล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์อ่าน สถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ เป็น “สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์” แล้วพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มหาจักรีบรมราชวงศ์ ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุด แด่สมเด็จพระราชินิสิริกิติ์ จากนั้นพระราชทาน ของที่ระลึก เป็นหีบเงินขนาดเล็ก ที่มีพระปรมาภิไธยย่อ ภอ. และ สก.ให้แก่พระประยูรญาติ ที่ใกล้ชิดและราชสักขี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานพระราชทานเลี้ยง เป็นการภายใน ระหว่างพระญาติสนิท และข้าราชบริพารที่ใกล้ชิดเพียงไม่เกิน 20 คนเท่านั้น นับเป็นพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ที่หมดเปลืองน้อยมาก



พระราชพิธีบรมราชาภิเษก


เป็นเครื่องแสดงว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงครองราชย์ ปกครองพสกนิกร ภายใต้รัฐธรรมนูญ ด้วยพระองค์เอง อย่างเป็นทางการ ได้ถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493 โดยก่อนหน้านั้นบางส่วน ของพระราชพิธี ได้มีการดำเนินการ มาบ้างแล้ว คือ

พิธีทำน้ำอภิเษก จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 18-19 มีนาคม พุทธศักราช 2493 โดยประธานฝ่ายสงฆ์ ประกาศประชุมเทวดา เพื่อทำน้ำอภิเษก และจุดเทียนชัย ซึ่งการทำน้ำอภิเษกนั้น จะกระทำ ณ พุทธเจดีย์สำคัญๆ จำนวน 18 แห่ง ทั่วราชอาณาจักรไทย อาทิ ที่พระพุทธบาท - จังหวัดสระบุรี ที่พระปฐมเจดีย์ – จังหวัดนครปฐม เป็นต้น



พิธีจารึก พระสุพรรณบัฏ ดวงพระราชสมภพและพระราชลัญจกร

ถูกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-21 เมษายน พุทธศักราช 2493 โดยมีหลวงบรรเจิดอักษรการ (ทับ สาตราภัย) เป็นอาลักษณ์จารึก พระปรมาภิไธย ในพระสุพรรณบัฏ พระยาโหราธิบดี (แหยม วัชรโชติ) เป็นผู้จารึก ดวงพระราชสมภพ หม่อมเจ้าสมัยเฉลิมกฤดากร เป็นผู้แกะ พระราชลัญจากร ประจำรัชกาล และพระครูวามเทพมุนี (สวาสดิ์ รังสิพราหมณกุล) เป็นผู้เจิมพระราชลัญจกร พิธีถวายสักการะ สมเด็จพระบรมราชบุพการี การพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 5 พฤษภาคม เป็นวันที่สำคัญ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เพื่อทรงสรงพระมุธาภิเษก จากนั้นทรงเครื่องบรมขัตติยมหาราชภูษิตาภรณ์ เสด็จฯ ออก ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ เพื่อทรงรับน้ำอภิเษก พระสุพรรณบัฎ เบญจรสชกกุธภัณฑ์ เครื่องขัตติยราชูปโภค และพระแสงราชศัตราวุธ แล้วทรงหลั่งน้ำทักษิโณทก ทรงตั้งพระราชสัตยาธิษฐาน

"เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวสยาม"

นอกจากนี้ในวันที่ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493 ได้มีพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร อันเป็นพิธีสุดท้ายในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านภาพรประภากรมหลวงพิทยรัตนกิริฏกุลินี และพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าประดิษฐาสารี เป็นผู้ทรงลาดพระที่ราชบรรจถรณ์ ซึ่งเป็นพระราชประเพณี ที่พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี ทุกพระองค์ จะเสด็จฯ มาบรรทมบนพระแท่นนี้เป็นเวลา 1 คืน ในโอกาศนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ให้ทรงดำรงฐานันดรศักดิ์ เป็นี่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีอีกด้วย

วันที่ 7 และ 8 พฤษภาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ออก ณ ท้องพระโรงกลาง พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และที่สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท พระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้คณะทูตานุทูต และประชาชนชาวไทย เข้าเฝ้าทูลละอองทุลีพระบาท ถวายพระพรชัยมงคลตามลำดับ นับเป็นอันเสร็จสิ้น การพระราชพิธีบรมราชาภิเษก



ทรงผนวช



user posted image



user posted image
พระบรมฉายาลักษณ์ขณะทรงผนวช
ทรงผนวช เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๙ เวลา ๑๕.๐๐ น.
ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ๒๒ ตุลาคม - ๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๙๙



ด้วยที่ทรงเลื่อมใส ในพระพุทธศาสนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระราชประสงค์ ที่จะทรง ผนวช เพื่อที่จะ ทรงมีโอกาศได้ คุ้นเคยใกล้ชิด พระธรรม คำสั่งสอน ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นการสนอง พระคุณพระราชบุพการี ตามคตินิยมของไทยอีกด้วย ในการนี้ นายกรัฐมนตรีได้ กราบบังคมทูล ขอรับเป็นภาระ ในการตระเตรียม พระราชพิธีผนวชทั้งหมด

พระราชพิธีดังกล่าว ได้ถูกจัดขึ้น ในวันที่ 22 ตุลาคม พุทธศักราช 2499 ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง โดยมี สมเด็จพระสังฆราช (หม่อมราชวงศ์ชื่น นพวงศ์ฉายา สุจิตโต ป. 7) วัดบวรวิหาร ทรงเป็นองค์อุปัชฌายะ และถวายศีล พระศาสนโสภณ เป็นพระราชกรรมวาจาจารย์ สมเด็จพระวันรัตน์ เป็นพระอนุศาสนาจารย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับถวาย สมญานาม ว่า ภูมิพโล ตลอดระยะเวลา 15 วัน (ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม ถึง 5 พฤศจิกายน) ที่ทรงอยู่ใน เพศบรรพชิตนั้น ทรงประทับอยู่ ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร และได้ทรงบำเพ็ญวัตรปฏิบัติ เยี่ยงภิกษุทั้งหลาย ทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นการเสด็จ ออกรับบิณฑบาต จากชาวบ้านทั่วไป หรือการปฏิบัติสังฆกิจต่างๆ อย่างเคร่งครัด

อนึ่ง ในระหว่างที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงผนวชอยู่นั้น ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์ ในการปฏิบัติ พระราชกรณียกิจต่างๆ ซึ่งก็ทรงสามารถปฏิบัติ ได้อย่างเรียบร้อย เป็นที่พอพระราชหฤทัย และเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลาผนวช แล้วได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระอภิไธย ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เป็น " สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ "



พระราชโอรสและพระราชธิดา


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ทรงมี พระราชโอรสและพระราชธิดารวม 4 พระองค์ดังนี้



สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี

ประสูติ ณ โรงพยาบาลมองซัวซี เมืองโลซานน์ เมื่อวันที่ 5 เมษายน พุทธศักราช 2494 ทรงสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนจิตรลดา จากนั้นเสด็จฯ ไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา และต่อมาได้ลาออกจากฐานันดรศักดิ์ (ปัจจุบันทรงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นท่านผู้หญิง) เพื่อสมรสกับ มิสเตอร์ปีเตอร์ เลด เจนเซ่น (Mr. Peter Jensen)

ทรงมีพระโอรสและธิดา รวม 3 องค์ คือ

คุณพลอยไพลิน เจนเซ่น

คุณภูมิ เจนเซ่น

คุณสิริกิติยา เจนเซ่น



สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ บรมจักรยาดิศรสันตติวงศ์ เทเวศรธำรงสุรบริบาล อภิคุณประการมหิตลาดุลยเดชภูมิพลนเรศวรางกูร กิติสิริสมบูรณ์สว่างควัฒน์บรมขัตติยราชกุมาร


ประสูติเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2495 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ทรงสำเร็จการศึกษาขั้นต้นจากโรงเรียนจิตรลดา แล้วจึงเสด็จฯ ไปทรงศึกษาต่อที่โรงเรียนคิงส์มีด แคว้นซัสเซกส์ และโรงเรียนมิลฟิลด์ แคว้นซอมเมอร์เซท ประเทศอังกฤษ ตามลำดับ ก่อนที่ทรงไปศึกษาต่อ ที่โรงเรียนคิงส์สกูล ที่นครซิดนีย์ จนสำเร็จการศึกษา จากวิทยาลัยการทหารดันทรูน กรุงแคนเบอร่า ประเทศออสเตรเลีย ในวันที่ 28 ธันวาคม พุทธศักราช 2515 ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เฉลิมพระนามาภิไธย เป็นที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฏราชกุมาร สมเด็พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร


ทรงมีพระราชธิดาที่ประสูติ แต่พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาธินัดดามาตุ 1 พระองค์ คือ

พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา



กับทรงมีพระราชโอรสพระราชธิดาอีก 5 องค์ ที่ประสูติแต่หม่อมสุจาริณี มหิดล ณ อยุธยา ดังนี้ คือ


หม่อมเจ้า จุฑาวัชร มหิดล ณ อยุธยา

หม่อมเจ้า วัชรเรศร มหิดล ณ อยุธยา

หม่อมเจ้า จักรีวัชร มหิดล ณ อยุธยา

หม่อมเจ้า วัชรวีร์ มหิดล ณ อยุธยา

หม่อมเจ้าหญิง บุษยน้ำเพชร มหิดล ณ อยุธยา




สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินทรเทพรัตนสุดา กิตติวัฒนาดุลย์โสภาคย์


ประสูติเมื่อวันที่ 2 เมษายน พุทธศักราช 2498 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ต่อมาทรงได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระอิสริยยศ เป็นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรี สิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2520




สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี


ประสูติเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พุทธศักราช 2500 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ต่อมาทรงอภิเษกสมรสกับเรืออากาศโทวีระยุทธ ดิษยะศริน เมื่อวันที่ 7 มกราคม พุทธศักราช 2524 ทรงมีพระธิดา 2 พระองค์ คือ


พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริภา จุฑาภรณ์

พระเจ้าหลานเธอ พระองค็เจ้าอาทิตยาทรกิติคุณ



เครดิตเดิมจากเวบ king9910.tripod.com


อาจจะไม่ค่อยละเอียดมากเท่าไหร่นะคะ จะพยายามหาข้อมูลมาเพิ่มอีกนะคะ emotion_027.gif emotion_027.gif
User is offlineProfile CardPM
Go to the top of the page
+Quote Post
Madam-Jung
post Mar 1 2008, 09:45 PM
Post #23


Advanced Member
***

Group: Members
Posts: 1,503
Joined: 29-February 08
Member No.: 130,599








user posted imageuser posted image


สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทรสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร

พระนามเดิม พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ (๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๒๘ - ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๔) พระราชโอรสองค์ที่ ๕๒ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาหม่อมราชวงศ์เนื่อง สนิทวงศ์ (ธิดาในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์) ประสูติในพระบรมมหาราชวังเมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๒๘

วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๒๘ หลังให้ประสูติกาลพระราชโอรสได้ ๑๒ วัน เจ้าจอมมารดา หม่อมราชวงศ์เนื่องก็ถึงแก่อนิจกรรม สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงรับพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ไว้อุปการะพร้อมทั้งพระเชษฐภคินี คือ พระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิท โดยทรงเลี้ยงดูพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ ซึ่งทรงมีพระชนมายุใกล้เคียงกับเจ้าฟ้ามหิดลอดุยเดช เหมือนกับพระราชโอรสที่ประทานกำเนิดด้วยพระองค์เอง

พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ เสด็จไปศึกษาชั้นมัธยม ณ เมืองฮัสเบอรสตัด ประเทศเยอรมนี ในปี พ.ศ. ๒๔๔๒ จากนั้นทรงเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยไฮเดลแบร์กโดยทรงพระประสงค์ที่จะศึกษาวิชาแพทย์ แต่ในระยะแรกทรงศึกษาวิชากฎหมาย ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาจึงทรงเปลี่ยนไปเรียนวิชาการศึกษา และยังทรงเข้าเรียนวิชาที่เกี่ยวกับการแพทย์บางอย่างเป็นส่วนพระองค์กับศาสตราจารย์ใ
นมหาวิทยาลัยนั้นด้วย

พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ ทรงสำเร็จการศึกษา เดินทางกลับประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงกรม เป็นกรมหมื่นชัยนาทนเรนทร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ ทรงรับราชการตำแหน่งผู้ช่วยปลัดทูลฉลอง กระทรวงศึกษาธิการ และทรงเป็นผู้บัญชาการโรงเรียนราชแพทยาลัย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘ ทรงปรับปรุงหลักสูตรการเรียนให้ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะการพยาบาลผดุงครรภ์ ซึ่งในสมัยนั้นยังนิยมใช้การแพทย์แผนโบราณ คลอดบุตรโดยหมอตำแยกันอยู่ ทรงส่งเสริมให้ข้าราชบริพารในสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เข้าเรียนต่อหลักสูตรของศิริราชพยาบาล ให้สนใจศึกษาวิชาแพทย์และพยาบาลแผนปัจจุบันให้มากขึ้น ทรงปลูกฝังความนิยมในการเรียนแพทย์ให้เป็นที่แพร่หลาย จัดการศึกษาในโรงเรียนแพทย์ให้มีมาตรฐาน นอกจากนี้พระองค์ท่านยังเป็นผู้โน้มน้าวสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช ให้ทรงสนพระทัยวิชาการแพทย์


สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทรกรมหมื่นชัยนาทนเรนทร ทรงจัดตั้งวิชาแพทย์ปรุงยาขึ้นในโรงเรียนราชแพทยาลัย ตามที่กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถได้ทรงปรารภเกี่ยวกับการขาดแคลนแพทย์ปรุงยาในกองทัพ ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนเภสัชกรรม ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ กรมหมื่นชัยนาทนเรนทร ทรงได้รับการเชิดชูเฉลิมพระเกียรติ์เป็น พระบิดาของวิทยาศาสตร์เภสัชกรรมแห่งประเทศไทย

พ.ศ. ๒๔๖๐ ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัย ทรงจัดตั้งกองนักเรียนแพทย์เสือป่า และทรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมนักเรียนแพทย์เสือป่าหลวง
พ.ศ. ๒๔๖๑ ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสาธารณสุข
พ.ศ. ๒๔๖๕ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้นเป็นกรมขุนชัยนาทนเรนทร
พ.ศ. ๒๔๖๘ ทรงลาออกจากราชการเนื่องจากพระอนามัยไม่สมบูรณ์
พ.ศ. ๒๔๘๑ - ๒๔๘๖ ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ทรงถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมอยู่ในกบฏพระยาทรงสุรเดช ทำให้พระองค์ท่านถูกคุมขังที่เรือนจำบางขวาง และตะรุเตา และถูกถอดฐานันดรศักดิ์ แต่ได้มีการประกาศสถาปนาพระอิสริยยศฐานันดรศักดิ์ตามเดิม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๗ ในสมัยนายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี
พ.ศ. ๒๔๘๙ ทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พ.ศ. ๒๔๙๓ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นประธานองคมนตรี พระราชทานยศพลเอกนายทหารพิเศษประจำกองพันที่ ๑ กรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ และให้สถาปนาพระยศเป็นกรมพระชัยนาทนเรนทร และดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

กรมพระยาชัยนาทนเรนทร หม่อมเอลิซาเบท และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่วังถนนวิทยุ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓
ตราประจำพระองค์ และตราประจำราชสกุลรังสิตสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ทรงสมรสกับนางสาวเอลิซาเบท ชารนแบรเกอร (Elisabeth Scharnberger)หญิงชาวเยอรมัน ณ ที่ทำการอำเภอเวสตมินสเตอร กรุงลอนดอน เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๕ ทรงเป็นต้นราชสกุล รังสิต ทรงมีโอรส ๒ องค์และธิดา ๑ องค์ คือ

หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต ประสูติเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ เสกสมรสกับ หม่อมเจ้าหญิงวิภาวดี รังสิต

หม่อมเจ้าสนิทประยูรศักดิ์ รังสิต ประสูติเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๐

หม่อมเจ้าหญิงจารุลักษณ์กัลยาณี รังสิต ประสูติเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๗

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร สิ้นพระชนม์ที่วังถนนวิทยุ เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๔ ด้วยพระโรคหืดและโรคพระหทัยวาย เป็นราชโอรสองค์สุดท้ายในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระชนม์ยืนที่สุด พระชนมายุ๖๕ ปี ๔ เดือน โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศสถาปนาพระยศเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๕





user posted image

กรมพระยาชัยนาทนเรนทร หม่อมเอลิซาเบท และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่วังถนนวิทยุ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓
User is offlineProfile CardPM
Go to the top of the page
+Quote Post
Madam-Jung
post Mar 1 2008, 10:16 PM
Post #24


Advanced Member
***

Group: Members
Posts: 1,503
Joined: 29-February 08
Member No.: 130,599






user posted image


พระยามานวราชเสวี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


พระยามานวราชเสวี (นามเดิม ปลอด วิเชียร ณ สงขลา)

(18 กันยายน พ.ศ. 2433 - 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2527) อดีตอธิบดีกรมอัยการ เลขาธิการเนติบัณฑิตยสภา อดีตสมาชิกสภากรรมการองคมนตรีในรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งอภิรัฐมนตรีและองคมนตรีในรัชกาลปัจจุบัน

พระยามานวราชเสวี เป็นบุตรพระอนันตสมบัติ (เอม) ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา เกิดที่บ้านพระยาสุนทรานุรักษ์ (เนตร ณ สงขลา) ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เป็นน้องชายร่วมบิดามารดากับ เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา) อดีตอธิบดีศาลฎีกา หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมที่โรงเรียนราชวิทยาลัย ได้อยู่ในพระอุปถัมภ์ของกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์

พ.ศ. 2456 ได้รับทุนเล่าเรียนหลวงของกระทรวงยุติธรรม ไปศึกษาต่อกฎหมายที่โรงเรียนอินเนอร์เทมเปิล (Inner Temple) ประเทศอังกฤษ



User is offlineProfile CardPM
Go to the top of the page
+Quote Post
Madam-Jung
post Mar 1 2008, 11:14 PM
Post #25


Advanced Member
***

Group: Members
Posts: 1,503
Joined: 29-February 08
Member No.: 130,599



เรื่องควรรู้



ภูมิพโลภิกขุ


user posted image


[SIZE=7]เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ทางผู้จัดทำเวปวัดในจังหวัดเชียงใหม่จึงได้ทำการค้นหาข้อมูลและภาพพระราชกรณียกิจของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ก็พบกับข้อมูลของ http://www.nn.nstda.or.th สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เครือข่ายภาคเหนือ (สวทช.) ที่ได้นำเสนอภาพประวัติศาสตร์ของพระองค์ท่านตอนผนวช ทางผู้จัดทำจึงได้คัดลอกและนำภาพจากสวทช. มานำเสนอเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้เรื่องราวของพระราชกรณียกิจครั้งนั้น





user posted image


สมเด็จพระวชิรญาณวงค์ สมเด็จพระสังฆราช, ประธาน และพระอุปัชฌาย์ในพระราชพิธีทรงผนวช

The most Reverend the Lord Patriarch Somdej Phra Vachirayanvengse, who performed the ordination ceremony of H.M. the King.









user posted image

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จทำพิธีขออุปสมบทต่อสมเด็จพระสังฆราช

H.M. the King is expressing his devotion to be ordained priest to the Most Reverend the Lord Patriarch.








user posted image


ทรงถวายธูปเทียนแพขออุปสมบท แด่สมเด็จพระสังฆราช วันเสด็จทำพิธีขออุปสมบท

H.M. the King is offering the candles and joss-sticks to the Most Reverend the Lord Patriarch prior to the ordination ceremony.









user posted image

ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธชินสีห์ วัดบวรนิเวศวิหาร

H.M. the King is lighting the candles before the image of Phra Pudda Chinasee at Borvornives Monastery.










user posted image

เสด็จออกพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ ทรงมีพระราชดำรัสอำลาประชาชน เพื่อทรงผนวช

H.M. the King is giving the valedictory speech the His citizens prior to the ordination ceremony.










user posted image

เสด็จออกพระสีห์บัญชรพระที่นั่งสุทไธสวรรค์ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้า ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
Their Majesties the King and Queen, appearing on the balcony of Phrathinang Suddhaisawan.









user posted image

ทรงกล่าวคำอำลาประชาชน ขอทรงผนวช ประชาชน เปล่งเสียง "ขอจงทรงพระเจริญยิ่งๆ เทอญ"
The throngs are filling the airs with "Long Live the King"









user posted image


เสด็จพระราชดำเนินพระตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศวิหาร
H.M. the King is ascending Phra Tamnak Phej at Borvornives Monastry.









user posted image

พระอาสน์ที่ประทับของสมเด็จพระมหาสมณะเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ที่ตำหนักเพชร
The seat under the five-tier Parasol of the late Most Reverend the Lord Patriarch Krom Phraya Vachirayarn Varoroj at Tamnak Phej.









user posted image

พระตำหนักปั้นหย่า ที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงผนวช
Phra Tamnak Panyah, in which the late King Mongkut resided during His priesthood.









user posted image

ทรงตรวจพระตำหนักปั้นหย่า ที่จะทรงประทับเมื่อทรงผนวช โดยเจ้าคุณพรหมมุนีนำเสด็จ
H.M. the King is inspecting Phra Tamnak Panyah with the Right Reverend chao Kun Prommuni.










user posted image

กลาง) โต๊ะหมู่บูชาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ขวา) โต๊ะทรงพระอักษร
(Middle) The altar used by King Mongkut. (Right) His desk.









user posted image

พระแท่นที่บรรทม ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บนพระตำหนักปั้นหย่า
The Royal bedtead of King Mngkut in Phrm TamnakPanyah.








user posted image

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จกลับท่ามกลาง ประชาชน ที่ไปเฝ้า ทูลละอองธุลีพระบาท
H.M. the King amongst his people on his return to his Royal Palace.









user posted image

สมเด็จพระสังฆราช กรมพระวชิรญาณวงศ์ เสด็จไปทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ในการทรงผนวช พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว.
The Most Reverend the Lord Patriarch, on the way to the ordination ceremony.










user posted image

เสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อทรงผนวช
To Phra Sri Rattanasasdaram (Emerald Buddha) Monastery where the ordination ceremony to be performed.










user posted image

สมเด็จพระราชชนนี ทรงเจริญพระเกษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นปฐมแห่งพระญาติวงค์ผู้ใหญ่
H.M. the Queen Mother is clipping the hair of Her Son before His ordination.










user posted image

ทรงเครื่องโขมพัตรเสด็จเข้าพิธีทรงผนวช ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตรศาสดาราม
H.M. the King is ceremonial garb, attending the ordination ceremony at Phra Sri Ratranasasdaram Monastery.










user posted image

ทรงถวายผ้าไตร แด่พระอุปัชฌาย์ เพื่อขออุปสมบทในท่ามกลางคณะสงฆ์
H.M. the King offering the yellow robe to the Most Reverend the Lord Patriarch and expressing his devotion amidst the Gathering.










user posted image

สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องราชบริกขาร
H.M. the Queen Regent offering the Requisites to Phra Bikkhu Phumi - bhalo after His ordination.










user posted image

ภายหลังทรงผนวชแล้ว ภูมิพโลภิกขุ เสด็จออกจากพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
Phra Bikkhu Phumi-bhalo is leaving the temple of Phra Sri Rattanasasdaram Monastery, after the ordination.











user posted image

เสด็จไปประกอบพระราชพิธีตามขัตติยะราชประเพณี ณ พระพุทธรัตนสถาน
Phra Bikkhu Phumi-bhalo about to perform the traditional Royal rite at Phra Pudda Ratana Sathan.









user posted image

ระหว่างเสด็จพระราชดำเนินไปยังพระพุทธรัตนสถาน
On the way to Phra Budda Ratana Sathan.












user posted image

เสด็จผ่านพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในซึ่งเฝ้าเสด็จที่แทบพื้นลาดพระบาท
Passing the members of the Royal Family.











user posted image

รถพระที่นั่งเคลื่อนช้าๆ จากพระอุโบสถวัดพระศรีรัตรศาสดาราม สู่วัดบวรนิเวศวิหาร ท่ามกลางเสียงอนุโมทนาของประชาชนผู้จังรักภักดี
The Royal limousine is passing slowly through the crowd from Phra Sri Rattanasasdaram Monastery.











user posted image

จอมพล ป. พิบูลสงคราม และท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ในวันทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตรศาสดาราม
H.E. Field Marshal P. Pibulsonggram and Madame attending the ceremony.












user posted image

เครื่องอัฏฐบริขาร ซึ่งนายกรัฐมนตรีพม่าส่งมาเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายในวันทรงผนวช
The Requistes offered by the Premier of Burma on the ordination day.



User is offlineProfile CardPM
Go to the top of the page
+Quote Post
Madam-Jung
post Mar 1 2008, 11:17 PM
Post #26


Advanced Member
***

Group: Members
Posts: 1,503
Joined: 29-February 08
Member No.: 130,599






user posted image

พระภิกษุภูมิพโล เสด็จวัดพระเชตุพนเพื่อทรงสักการะพระอัฏฐิสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส
Phra Bikkhu Phumi - bhalo to Chettupon Monastery to payhomage to the remains of the late most reverend the Lord Patriarch Somdej Gromphra Paramanuchit Jinoroj.












user posted image

ภูมิพโลภิกขุ ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับพระภิกษุสงฆ์วัดบวรนิเวศวิหาร พร้อมด้วยพระภิกษุจีนและอานัมนิกาย
Phra Bikkhu Phumi-bahlo taking Photograph with the Buddhist Priests of Chinese and Annamese sects at Bovrnives Viharn Monastery.











user posted image

สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ เสด็จทอดพระกฐิน
H.M. The Queen to the Kathin offering rite.











user posted image

ณ วัดอรุณราชวราราม ในขณะทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
at Aroon Rajvararam Monastery on the occasion.












user posted image

กรรมการอาศรมวัฒนธรรมไทย - ภารตะนำเครื่องอัฏฐบริขาร และธูปเทียนทองขึ้นทูลเกล้าถวาย
The requisites including gold candles and gold joss-sticks of fered by the Committee of ThaiBharat Cultural Lodge.











user posted image

ทรงเสด็จออกจากตึกสันติไมตรี
Leaving the Government House.











user posted image

พ่อค้าชาวภารตะถวายพระพุทธรูปงาช้างจากอินเดีย แด่ ภูมิพโลภิกขุ
The offiring of ivory Buddha Image from India to Phra Bikkhu Phumi-bhalo by Indian merchants.












user posted image

ภูมิพโล ภิกขุ ทรงรับบิณฑบาตร…
Phra Bikkhu Phumi - bhalo is receiving food offerings…












user posted image

ณ ตึกสันติไมตรี ในทำเนียบรัฐบาล
at Government House.













user posted image

จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี และท่านผู้หญิง กำลังถวายอาหารบิณฑบาตรแด่ภูมิพโลภิกขุ
H.E. Field Marshal P. Pibulsonggram and Madame giving food offerings to Phra Bikkhu Phumibhalo.










user posted image


ภูมิพโลภิกขุ ทรงรับบิณฑบาตร จากจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบก
H.E. Field Marshal Sarit Thanarajta giving food offerings to Phra Bikkhu Phumi-bholo.











user posted image

จอมพล ป. พิบูลสงคราม และคณะรัฐมนตรี ส่งเสด็จภูมิพโลภิกขุ หน้าตึกสันติไมตรี
H.E. Field Marshal P.Pibulsonggram and His cabinet seeing Phra Bikkhu Phumi-bhalo off, at the Government House.












user posted image

หลังจากเข้าเฝ้าภูมิพโลภิกขุ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช
After visiting Phra Bikkhu Phumi-bhalo H.E. Pfield Marshal. Pibulsonggram paying homage to the Most Reverend.












user posted image

พระปฐมเจดีย์จังหวัดนครปฐม
Phra Pathomcheadee Pagoda at Nakorn Pathom.













user posted image

ส่วนหนึ่งของนักเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชา ซึ่งมารับเสด็จภูมิพโลภิกขุ ณ องค์พระปฐมเจดีย์
Part of the Police cadets from the Police Academy at Sampran and their commanders receiving Phra Bikkhu Phumi-bhalo at Phra Pathom Cheadee.













user posted image

ภูมิพโลภิกขุ เสด็จนมัสการพระปฐมเจดีย์
Phra Bikkhu Phumi-bhalo at Phar Pathomcheadee, Nakorn Pathom.













user posted image

ในท่ามกลางความชื่นชมโสมนัสของพศกนิกรชาวนครปฐม และจังหวัดใกล้เคียง
Amongst the faithfuls from Nokorn Pathom and near-by provinces.












user posted image

ทรงย่างพระบาทขึ้นสู่ระเบียงองค์
Ascending Phra Pathom Cheadee.












user posted image

เพื่อทรงกระทำนมัสการพระร่วงโรจนฤทธิ์ พระพุทธรูปสำคัญ ณที่นั้น
Phra Bikkhu Phumi-bhalo paying homage to Phra Ruang Rojanarit image.









user posted image

ทรงกระทำสักการะบูชา
In an act of tribute.









user posted image

พร้อมด้วยเบญจางคประดิษฐ์
Solemnly prostrating infront of the image.











user posted image

พระศาสนโสภณ นำเสด็จเพื่อทรงทักษิณาวัตร ถวายสักการะองค์พระปฐมเจดีย์
The Right Reverend Phra Sasanasophon leading Phra Bikkkhu Phumi-bhalo circum venting Phra Pathom Cheadee.










user posted image

พระอริยาบทขณะทรงทักษิณาวัตร
On the circumvention.











user posted image

พระอริยาบทขณะทรงทักษิณาวัตร
On the circumvention.











user posted image

ทรงเจริญพระพุทธมนตร์พร้อมคณะภิกษุสงฆ์ หน้าพระพุทธรูปประจำทิศ
Praying with the other priests infront of the Buddha image.









user posted image

เมื่อทรงเสร็จพิธีทักษิณาวัตรแล้ว ทรงถวายเครื่อสักการะบูชาทั้งนั้น แด่องค์พระปฐมเจดีย์
Offering the tribute to Phra Pathom Cheadee after the circumvention.











user posted image

ภูมิพโลภิกขุระหว่างเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรบริเวณองค์พระปฐมเจดีย์
In the Phra Pathom Cheadee vicinity.











user posted image

ทรงเตรียมเสด็จพระราชดำเนินกลับ
Preparing to return.











user posted image

นางสาวอุทัยวรรณ เทพจินดา รองนางสาวไทย ระหว่างรอคอยการเสด็จพระราชดำเนิน
Miss Uthaivarn Thepchinda, one of the beauty queens and th afithful.












user posted image

สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถเสด็จทรงทอดพระกฐิน ณ วัดเทพศิรินทราวาสในขณะทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
H.M. The Queen Regent at Thepsirindravas Monastery during Kathin offering rite.




User is offlineProfile CardPM
Go to the top of the page
+Quote Post
Madam-Jung
post Mar 1 2008, 11:18 PM
Post #27


Advanced Member
***

Group: Members
Posts: 1,503
Joined: 29-February 08
Member No.: 130,599







user posted image

พระองค์เจ้าประดิษฐาสาลี เสด็จมาเฝ้าที่วัดบวรนิเวศวิหาร
Princess Pradithasalee coming to pay respect Phar Bikkhu Phumi-bhalo at Borvornives Monastery.












user posted image

ภูมิพโลภิกขุ ทรงชักผ้าป่า ซึ่ง ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ปราโมช ได้จัดทอด
Phra Bikkhu Phumi-bhalo possessing the robe (Phapa offering) offered by M.R. Kukrit Pramoj.











user posted image

ทรงมีพระราชดำเนินกับ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ปราโมช เมื่อทรงชักผ้าป่าแล้ว
Phra Bikkhu Phumi-bhalo conversing with M.R. Kukrit Pramoj after the possessing act.











user posted image


ภูมิพโลภิกขุ เสด็จออกรับบิณฑบาตรจากพศกนิกร ดุจพระภิกษุสงฆ์อื่นๆ
Accepting the food offering from the pious on one morning while going out with the other priests ot perform the morning routine.











user posted image

พระอิริยาบท ขณะเสด็จลงทำวัตร ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร
On the way to the temple, to perform the morning rite at Borvornives Monastery.











user posted image

ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ปราโมธ ไวยาวัจกร วัด บวรนิเวศวิหาร นำเสด็จพระราชดำเนินสู่พระอุโบสถ
M.R. Kukrit Pramoj whose duty to act on behalf of the priests of Borvornives Monastery in worldly acts is leadingth way to the Temple.












user posted image

เสด็จสู่พระอุโบสถ
to the Temple.











user posted image

เสด็จลงจากพระอุโบสถ หลังจากทรงทำวัตร…
Descending the Temple after the morning rite.









user posted image

…สู่พระตำหนักปั้นหย่า
…to Phra Tamnak Panyah.










user posted image

วันที่ ๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๙๙ ภูมิพโลภิกขุได้ทรงลาสิกขาบท
H.M. The King retiring priesthood on 5 November 1956
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเศวตพัตร เสด็จออกจากพระอุโบสถหลังพระราชพิธีลาสิกขาบท
H.M. The King in white garb leaving the Temple following the priesthood termination ceremony.









user posted image

เสด็จออกจากพระตำหนักเพชร ซึ่งเป็นตำหนักรับแขกขณะทรงผนวช
Leaving Phra Tamnak Phej, the Royel Reception Hall.









user posted image

เสด็จพระราชดำเนินไปยังตำหนักสมเด็จพระสังฆราช …
H.M. The King visits the Most reverend the Lord Patriarch …










user posted image

…เพื่อเข้าเฝ้าทูลลาองค์อุปัชฌาย์
…before his leaving from the Monastery.












user posted image

เสด็จกลับจากเฝ้าทูลลาสมเด็จพระสังฆราช
Back from the Most Reverend the Lord Patriarch.












user posted image

ทรงมีพระราชดำรัสทักทายแก่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
Amongst the high ranking officials.












user posted image

พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช กำลังเสด็จพระราชดำเนินเพื่อคืนสู่พระที่นั่งอัมพรสถาน
On the way back to His Royal Palace.












user posted image

สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถขณะทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ทรงรับมอบเครื่องดนตรีจากนายแมกซ์ วัลโด บิชอบ เอกอรรคราชทูตอเมริกัน เพื่อพระราชทานแก่นักเรียนตาบอดในงานของมูลนิธิ ร.ร คนตาบอด
H.M. The Queen Regent receiving the musical instrument from the musical instrument from H.E. the American Ambassador, Mr. Max Waldo Bishop, for the Shool for the Blind.











user posted image

ทรงพระราชทานเงินบำรุงสภากาชาดไทยแด่สมเด็จพระนางเจ้าบรมราชินี, ซึ่งเป็นองค์สภานายิกาสภากาชาดไทย
H.M. The King presenting subsidy fund for the Red Cross Society to H.M. the Queen, the President of same.











user posted image

สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี และสมเด็จพระพี่นางเธอ กัลยาณีวัฒนา เสด็จไปในงานแฟชั่นสตรี ณ เวทีลีลาดสวนอัมพร
H.M. The Queen and Queen Ramphai Phannce of Rama VII and Princess Kalyaneevatana, attending the Fashion Show Amphorn dancing pavilion.












user posted image

สุภาพสตรีชาวต่างประเทศทูลเกล้าฯ ถวายช่อกุหลาบ
Receiving the bouquets offered by the foreigners.










user posted image

ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา
Long Live The King.[/SIZE]


i8.gif i8.gif

เครดิตจาก wat9chiangmai.com emotion_010.gif


User is offlineProfile CardPM
Go to the top of the page
+Quote Post
Madam-Jung
post Mar 1 2008, 11:25 PM
Post #28


Advanced Member
***

Group: Members
Posts: 1,503
Joined: 29-February 08
Member No.: 130,599






มีเรื่องดีดีมาฝากอีกค่ะ

30 วันสำคัญของชาติที่เยาวชนไทยควรรู้


ในแต่ละปี ประเทศไทยเราจะมีวันสำคัญของชาติหลายวันด้วยกัน ทั้งที่เป็นวันสำคัญเกี่ยวกับชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และวันสำคัญทางประเพณี ซึ่งในจำนวนวันเหล่านี้ รัฐบาลได้ประกาศให้เป็นหยุดราชการ 16 วันด้วยกัน เช่น วันขึ้นปีใหม่, วันมาฆบูชา, วันจักรี, วันสงกรานต์ และวันฉัตรมงคล เป็นต้น

วันสำคัญ หมายถึง วันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญๆ ในอดีต และเพื่อเป็นการระลึกถึงความสำคัญของวันนั้นๆ รัฐ /ชุมชน หรือหน่วยงาน จึงได้จัดให้มีพิธีการหรือกิจกรรมต่างๆ ขึ้น เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนให้ประชาชน หรือคนในสังคมได้ตระหนัก และระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในวันนั้น ด้วยความภาคภูมิใจ หรือเพื่อเป็นแบบอย่าง ในการประพฤติปฏิบัติที่ดีงามสืบทอดต่อกันมา ซึ่งวันสำคัญนี้ จะมีหลายระดับ เช่น ระดับบุคคล ได้แก่ วันเกิด วันแต่งงาน ระดับหน่วยงาน ได้แก่ วันสถาปนาของหน่วยงานนั้นๆ ระดับชาติ ได้แก่ วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันวิสาขบูชา และวันภาษาไทยแห่งชาติ เป็นต้น และเพื่อให้เยาวชนของเราได้รู้จักวันสำคัญของไทย กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอสรุปวันสำคัญๆ ที่ควรรู้จักในรอบปีให้ทราบดังนี้


วันสำคัญเกี่ยวเนื่องกับพระมหากษัตริย์ไทย
1. วันยุทธหัตถี ตรงกับวันที่ 18 มกราคม เป็นวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถีมีชัยชนะต่อพระมหาอุปราชา เมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2135 ยุทหัตถี หมายถึง การต่อสู้ด้วยอาวุธบนหลังช้าง เป็นการรบอย่างกษัตริย์สมัยโบราณ ถือป็นยอดยุทธวิธีของนักรบ เพราะเป็นการต่อสู้อย่างตัวต่อตัว กษัตริย์พระองค์ใดกระทำยุทธหัตถีชนะจะได้รับการยกย่องว่า มีพระเกียรติยศสูงสุด และแม้แต่ผู้แพ้ก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญว่าเป็นนักรบแท้เช่นกัน

2. วันศิลปินแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เป็นวันประกาศยกย่อง และเชิดชูเกียรติศิลปินชั้นครูของไทย ที่ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติให้เป็น “ศิลปินแห่งชาติ” โดยยึดถือเอาวันคล้ายวันพระราชสมภพของรัชกาลที่ 2 “พระปฐมบรมศิลปินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์” ผู้ทรงรอบรู้และเชี่ยวชาญในศิลปะทุกแขนงอย่างกว้างขวางลึกซึ้ง เป็น “วันศิลปินแห่งชาติ” ปัจจุบันมีศิลปินแห่งชาติ (ถึงปี พ.ศ. 2548) จำนวน 172 คน

3. วันพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า ตรงกับวันที่ 31 มีนาคม เป็นระลึกถึงวันคล้ายวันพระราชสมภพของรัชกาลที่ 3 ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในการทำนุบำรุงบ้านเมือง ทั้งในด้านการศาสนา การศึกษาและอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง ในสมัยของพระองค์ ได้ทรงเก็บเงินบางส่วนใส่ “ถุงแดง” เอาไว้ ซึ่งต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ทรงนำมาใช้เป็นค่าปรับในกรณีพิพาท กับประเทศฝรั่งเศส เมื่อ ร.ศ.112 ช่วยให้ประเทศไทยรอดพ้นวิกฤตการณ์ทางการเมือง และสงครามระหว่างประเทศไปได้

4. วันจักรี ตรงกับวันที่ 6 เมษายน หมายถึง วันที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ พระปฐมบรมราชวงศ์จักรี เสด็จกรีฑาทัพถึงพระนคร และทรงรับอัญเชิญขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ดำรงราชอาณาจักรสยามประเทศเป็นวันแรก ตลอดพระชนมชีพของรัชกาลที่ 1 ต้องทรงออกศึกใหญ่ เพื่อกอบกู้อิสรภาพถึง 11 ครั้งโดยทรงเป็นแม่ทัพถึง 10 ครั้ง และทรงร่วมกับพระเจ้ากรุงธนบุรี 1 ครั้ง และเมื่อทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ยังต้องออกศึกเพื่อปกป้องอิสรภาพของชาติไทยอีกถึง 7 ครั้ง นับว่าพระองค์ทรงเป็นพระกษัตริย์ยอดนักรบที่ยิ่งใหญ่ และเก่งกล้าสามารถยิ่ง

5. วันฉัตรมงคล ตรงกับวันที่ 5 พฤษภาคม คือวันรำลึกถึงวันที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน ได้ทรงกระทำพิธีบรมราชาภิเษกเสด็จขึ้นครองราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรีอย่างสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 และทรงมีพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” (ซึ่งในวันที่ 9 มิถุนายน 2489 เมื่อพระองค์เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ สืบต่อจากพระบรมเชษฐาธิราชรัชกาลที่ 8 นั้น ยังไม่ได้ทรงกระทำพิธีบรมราชาภิเษก เนื่องจากต้องเสด็จกลับไปศึกษาต่อ)

6. วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ตรงกับวันที่ 18 สิงหาคม เป็นวันเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง อันเป็นปรากฏการณ์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงคำนวณทำนายไว้ก่อนล่วงหน้าถึง 2 ปีอย่างแม่นยำ และได้เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรที่ ตำบลหว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ในวันดังกล่าว เมื่อปี พ.ศ. 2411

7. วันเยาวชนแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 20 กันยายน ด้วยถือว่าวันนี้เป็นวันที่เป็นสิริมงคลยิ่ง เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ ของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีถึงสองพระองค์คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ซึ่งทั้งสองพระองค์ นอกจากจะทรงครองราชย์สมบัติตั้งแต่ทรงพระเยาว์แล้ว ยังทรงพระปรีชาสามารถยิ่ง สมควรที่เยาวชนไทยจะเจริญรอยตามเบื้องยุคลบาท

8. วันปิยมหาราช ตรงกับวันที่ 23 ตุลาคม เป็นวันคล้ายวันสวรรคต ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่ง ของปวงชนชาวไทย พระราชกรณียกิจของพระองค์ไม่ว่าจะเป็นการเลิกทาส การพัฒนาระบบการบริหารราชการแผ่นดิน การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสาธารณูปการ การเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ ฯลฯ ล้วนเป็นพื้นฐานแห่งความเจริญสืบต่อมาจนปัจจุบัน

9. วันวชิราวุธ ตรงกับวันที่ 25 พฤศจิกายน เป็นวันคล้ายวันสวรรคต ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยพระปรีชาสามารถ ทรงได้รับพระราชสมัญญาว่า “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” เพราะทรงเป็นปราชญ์ทางอักษรศาสตร์ เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียว ที่ทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมประเภทต่างๆ เป็นจำนวนมาก เท่าที่รวบรวมได้ในปัจจุบันมีถึง 1,236 เรื่อง นอกจากนั้น ยังทรงบัญญัติศัพท์ และทรงตั้งนามสกุลพระราชทาน ซึ่งได้รวบรวมไว้ขณะนี้ เป็นจำนวนประมาณ 6,432 นามสกุล

10. วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตรงกับ วันที่ 5 ธันวาคม วันนี้ถือเป็น “วันพ่อแห่งชาติ” และ “วันชาติไทย” ด้วย ตลอดระยะเวลายาวนานร่วม 60 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงอุทิศพระวรกาย พระราชหฤทัย และพระสติปัญญาของพระองค์ บำเพ็ญพระราชกรณียกิจ อันยังประโยชน์สุขให้แก่ราษฎรของพระองค์มาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากพระราชกรณียกิจที่มีอยู่มากมาย นับไม่ถ้วนนับพันโครงการ ซึ่งในปีนี้ถือเป็นปีพิเศษ ด้วยว่าจะเป็นวันที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา และได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อมาว่า “พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550”

11.วันรัฐธรรมนูญ เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรสยามฉบับถาวร เป็นฉบับแรกให้แก่ปวงชนชาวไทย เมื่อปี พ.ศ. 2475 ภายหลังจากมีการเปลี่ยนแปลง การปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ และมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ซึ่งนับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาจนปี พ.ศ. 2549 ไทยเรามีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 16 ฉบับ (และอยู่ระหว่างการเตรียมร่างฉบับใหม่ หลังการปฏิรูปการปกครองฯ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549)

12. วันพระเจ้าตากสินมหาราช ตรงกับวันที่ 28 ธันวาคม เป็นวันคล้ายวันปราบดาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเป็นวีรกษัตริย์ไทยอีกพระองค์หนึ่งที่ได้รับการเทิดทูน และเคารพบูชาจากประชาชนชาวไทยมาโดยตลอด ไม่เพียงเพราะพระปรีชาสามารถในการรบที่กอบกู้ชาติไทยให้เป็นเอกราช และสร้างความเป็นปึกแผ่นแก่บ้านเมืองของเราเท่านั้น แต่พระองค์ยังเป็นผู้นำที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว มีความกตัญญูและเสียสละต่อผืนแผ่นดินไทยอย่างยากที่จะหาผู้ใดเสมือนเหมือนอีกด้วย

วันสำคัญหลักๆทางศาสนา ในปี 2550 นี้ จะประกอบด้วย
13. วันมาฆบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 หรือวันที่ 3 มีนาคม 2550 เป็นวันที่พระอรหันต์ที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้จำนวน 1,250 รูปมาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย พระพุทธองค์จึงได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ในที่ประชุมสงฆ์เหล่านั้น ปัจจุบันเราถือว่าวันนี้เป็น “วันแห่งความรักทางพุทธศาสนา” ทั้งนี้ เนื่องจากวันดังกล่าวได้เกิดเหตุการณ์พิเศษที่เรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต” ขึ้น และเป็นวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ประกาศหลักการ และอุดมการณ์แห่งพุทธศาสนา อันมีเนื้อหาหลัก ว่าด้วยการส่งเสริมให้มวลมนุษย์ตั้งมั่นในการทำความดี ละความชั่ว ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน นั่นก็คือ ทรงสอนให้ทุกคนมีความรักอันยิ่งใหญ่ เป็นรักที่ไม่เห็นแก่ตัว เพราะสอนให้รู้จักรัก และเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลก โดยมีพระสงฆ์เป็นผู้นำพระธรรมคำสั่งสอนดังกล่าวไปเผยแพร่

14. วันวิสาขบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 (ปีนี้เป็นปีอธิกมาสจึงเลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 7) ซึ่งตรงกับวันที่ 31 พฤษภาคม เป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้และปรินิพพานขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งสิ่งที่สำคัญยิ่ง ในการบังเกิดพระพุทธเจ้าในโลกก็คือ “ธรรมะ” ที่พระองค์ทรงตรัสรู้ อันเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ทรงเปรียบเสมือนบรมครูผู้มาสอน มาชี้แนะแก่มวลมนุษย์ มิฉะนั้นคนเราก็คงไม่รู้จักหนทางแห่งการปฏิบัติธรรม เพื่อล่วงพ้นความทุกข์เป็นแน่แท้ และวันวิสาขบูชา นี้องค์การสหประชาชาติได้มีมติรับรองให้ เป็นวันสำคัญสากล เมื่อปี พ.ศ.2542

15. วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 หรือวันที่ 29 กรกฎาคม 2550 เป็นวันที่มีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ครบเป็นองค์รัตนตรัยครั้งแรกในโลก ซึ่งพระสงฆ์องค์แรกคือพระอัญญาโกณฑัญญะ และปฐมเทศนาที่ทรงแสดงคือ ธรรมจักกัปวัตนสูตรหมายถึง พระสูตรว่าด้วยการยังธรรมจักรให้เป็นไป นั่นคือ ธรรมะของพระพุทธองค์เหมือนวงล้อธรรมที่ได้เริ่มเคลื่อนแล้วจากจุดเริ่มต้นในวันนี้

16. วันเข้าพรรษา ตรงกับวันที่ 30 กรกฎาคม 2550 เป็นวันเริ่มต้นที่พระภิกษุสงฆ์ จะต้องอธิษฐานจำพรรษาอยู่กับที่ ไม่เที่ยวจาริกไปยังที่ต่างๆ เป็นเวลา 3 เดือน นับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำเดือน 8 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ของทุกปี (30ก.ค.-26 ต.ค.) ซึ่งการให้จำพรรษาในสมัยพุทธกาล ก็เพื่อป้องกันมิให้พระสงฆ์ไปเหยียบย่ำข้าว และพืชผลของชาวบ้านเสียหาย ต่อมาถือเป็นโอกาสดีที่พระภิกษุ จะได้มาอยู่ร่วมกันเพื่อศึกษาธรรมะ ส่วนชาวบ้านก็ได้เข้าวัดถวายทาน รักษาศีล ฟังธรรม และเจริญภาวนา เพื่อเพิ่มพูนบุญกุศลโดยมีพระภิกษุเป็นแบบอย่าง ครั้นต่อมาจึงเกิดประเพณีนิยมบวช 3 เดือน ขณะเดียวกันก็มีพุทธศาสนิกชนจำนวนหนึ่งนิยม ถือเอาวันเข้าพรรษาเป็นวันเริ่มต้นที่จะอธิฐานจิตลด ละ ความชั่วทั้งหลาย และทำความดีเพิ่มขึ้น สำหรับประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับวันนี้คือ การถวายผ้าอาบน้ำฝนและการแห่/ถวายเทียนพรรษา

17. วันออกพรรษา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 หรือวันที่ 26 ตุลาคม 2550 เป็นวันที่พระภิกษุพ้นข้อกำหนดทางวินัยที่จะอยู่จำพรรษา นับตั้งแต่วันเข้าพรรษาเป็นต้นมา และสามารถจาริกไปค้างแรมที่อื่นได้ ซึ่งจะมีประเพณีที่เกี่ยวข้อง คือ การตักบาตรเทโวโรหนะ คือวันถัดจากวันออกพรรษา 1 วัน (27 ต.ค.50) ซึ่งพุทธศาสนิกชน มักจะตักบาตรในวันนี้ ด้วยนิยมว่าเป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้า เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังจากเสด็จไปโปรดพุทธมารดาอยู่ 3 เดือน และถัดจากออกพรรษา 1 เดือนถือเป็นเทศกาลกฐิน ที่จะทำบุญถวายผ้ากฐินตามวัดต่างๆ

วันสำคัญอื่นๆ ของชาติและวันสำคัญทางประเพณี
18. วันขึ้นปีใหม่ ก่อนที่ไทยเราจะมีวันปีใหม่แบบสากลเช่นปัจจุบัน เราได้มีการเปลี่ยนแปลงปีใหม่มาแล้วถึง 3 ระยะ คือ เริ่มแรกถือวันแรม 1 ค่ำเดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ ระยะที่สอง เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 5 คือราวช่วงสงกรานต์ โดยใช้ปีนักษัตร และการเปลี่ยนจุลศักราชเป็นเกณฑ์ ระยะที่สาม ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 เมษายนอันเป็นนับวันทางสุริยคติ ซึ่งได้ประกาศใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2432 ระยะที่สี่ คือในปี พ.ศ. 2483 รัฐบาลได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ไทย ให้เป็นไปตามแบบสากลนิยม คือวันที่ 1 มกราคม โดยมีเหตุผลว่าวันดังกล่าวกำหนดขึ้น โดยการคำนวณด้วยวิทยาการทางดาราศาสตร์ และเป็นที่นิยมใช้กันมากว่าสองพันปี อีกทั้งไม่เกี่ยวข้องกับลัทธิศาสนา หรือการเมืองของชาติใด แต่สอดคล้องกับจารีตประเพณีของไทยแต่โบราณที่ใช้ฤดูหนาวเป็นต้นปี

19. วันเด็กแห่งชาติ ปีนี้ตรงกับวันที่ 13 มกราคม จัดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เด็ก ได้ตระะหนักถึงความสำคัญของตน และขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้ประชาชน และสังคมเห็นความสำคัญของเด็กที่จะเติบโตเป็นอนาคตของชาติ และเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญที่ควรได้รับการดูแล เอาใจใส่

20. วันครู ตรงกับวันที่ 16 มกราคม จัดขึ้นเพื่อให้สังคมได้ระลึกถึงความสำคัญของ “ครู” ในฐานะผู้เสียสละและประกอบคุณงามความดี เพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชน โดยเฉพาะช่วยสร้างบุคลากรที่เป็นอนาคตของชาติ

21. วันอนุรักษ์มรดกไทย ตรงกับวันที่ 2 เมษายน อันเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็นแบบอย่างในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจและพระราชจริยวัตรในด้านอนุรักษ์มรดกขอ
งชาติในสาขาต่างๆ ทรงได้รับการถวายพระสมัญญาเป็น “เอกอัครราชูปถัมภกมรดกวัฒนธรรมไทย” และ “วิศิษฏศิลปิน” อันหมายถึง ผู้เป็นเลิศในทางศิลปะ ทรงเป็นเมธีทางวัฒนธรรม และทรงมีคุณูปการต่องานศิลปะวัฒนธรรม

22. วันสงกรานต์ เป็นปีใหม่แบบเดิมของไทย ที่นับวันที่พระอาทิตย์ย่างเข้าสู่ราศีเมษ เป็นวันเริ่มต้นปี โดยเรียกวันที่ 13 เมษายน เป็น “วันมหาสงกรานต์” และถือเป็น “วันผู้สูงอายุแห่งชาติ” ด้วย ส่วนวันที่ 14 เมษายน เรียก “วันเนา” และถือเป็น “วันครอบครัว” ส่วนวันที่ 15 เมษายนเรียกว่า “วันเถลิงศก”หรือวันขึ้นจุลศักราชใหม่ ปีนี้นางสงกรานต์ชื่อ มโหธรเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกสามหาว อาภรณ์แก้วนิลรัตน์ ภักษาหารเนื้อทราย หัตถ์ขวาทรงจักร หัตถ์ซ้ายทรงตรีศูรย์ เสด็จนั่งมาเหนือหลังนกยูง

23. วันพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ตรงกับวันที่ 10 พฤษภาคม นอกจากจะเป็นพระราชพิธีโบราณเก่าแก่ ที่จะทำเพื่อเป็นการเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลแก่การเกษตรกรรมแล้ว วันดังกล่าวยังถือเป็น “วันเกษตรกร” อีกด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตร ได้ระลึกถึงความสำคัญของการเกษตร โดยเฉพาะประชาชนทั่วไปจะได้ระลึกถึงความสำคัญของข้าว และธัญญพืชที่มีคุณเอนกอนันต์ ในการหล่อเลี้ยงชีวิตให้เติบโตสมบูรณ์ทั้งกายใจ และเหนือสิ่งอื่นใด เพื่อพึงระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชกรณียกิจ อันเป็นแบบอย่างทางด้านเกษตรกรรมแก่ราษฎร ชักนำให้มีใจมั่นในการประกอบอาชีพ และเป็นเหตุของความตั้งมั่นความเจริญไพบูลย์ของประเทศมาโดยตลอด

24. วันสุนทรภู่ ตรงกับวันที่ 26 มิถุนายน เป็นวันคล้ายวันเกิดของพระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่) ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นกวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น และมีผลงานประพันธ์มากมาย เฉพาะเรื่อง พระอภัยมณี วรรณกรรมชิ้นเอกของท่าน ก็มีความยาวถึง 12,706 บท ถือได้ว่าเป็นกวีนิพนธ์ที่ยาวที่สุดในโลก ในขณะที่บทประพันธ์เรื่องอีเลียต (Iliad)) และโอเดดซี (Odyssey)ของฝรั่งที่ว่ายาวที่สุด ยังมีเพียง 12,500 บทเท่านั้น เมื่อปี พ.ศ. 2529 ท่านได้รับยกย่องจากยูเนสโก ให้เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก

25. วันภาษาไทยแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 29 กรกฎาคม เป็นวันคล้ายวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ได้ทรงพระกรุณาเสด็จฯ ไปทรงร่วมอภิปรายกับผู้ทรงคุณวุฒิทางภาษาไทย ของชุมนุมภาษาไทยคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับปัญหาการใช้คำไทย เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2505 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถ ความสนพระราชหฤทัย และความห่วงใยในภาษาไทย ของพระองค์ท่านเป็นอย่างมาก

26. วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และ “วันแม่แห่งชาติ” ตรงกับวันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถผู้ทรงเปรียบประดุจ “แม่แห่งแผ่นดิน” ที่ทรงดูแลทุกข์สุขของราษฎรดังลูกๆของพระองค์ และทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่เพื่อปวงชนชาวไทยเคียงคู่กับพระบาทสมเด็จพระเจ้า
อยู่หัวมาโดยตลอด โดยเฉพาะด้านศิลปาชีพ และการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของไทย

27. วันพิพิธภัณฑ์ไทย ตรงกับวันที่ 19 กันยายน เป็นวันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 5 ผู้ทรงให้กำเนิด “พิพิธภัณฑสถานสำหรับประชาชน” ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2417 ณ ศาลาสหทัยสมาคม หรือ “หอคองคอเดีย” ในพระบรมมหาราชวัง

28. วันมหิดล ตรงกับวันที่ 24 กันยายน เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก ผู้ทรงมีคุณูปการต่อการแพทย์สมัยใหม่ จนได้รับการเฉลิมพระเกียรติว่าทรงเป็น “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน”

29. วันลอยกระทง ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 หรือวันที่ 24 พฤศจิกายน 2550 เป็นประเพณีที่สืบทอดมาแต่โบราณ โดยมีวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย เช่น ลอยเคราะห์ บูชาพระพุทธเจ้า แต่ปัจจุบันนิยมทำ เพื่อขอขมาและระลึกถึงคุณแม่พระคงคา ที่ได้อำนวยประโยชน์ต่างๆ แก่มนุษย์

30. วันกีฬาแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 16 ธันวาคม เป็นวันระลึกถึงวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงชนะเลิศได้รับเหรียญทองในการแข่งขันเรือใบประเภทโอ.เค.ในกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 เมื่อปี พ.ศ. 2510 และเพื่อให้ประชาชน เยาวชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของกีฬา ที่มีส่วนช่วยส่งเสริมให้เรามีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ

ทั้งหมดคือวันสำคัญของไทยในรอบปีหนึ่งๆ ที่แม้จะมิใช่วันหยุดราชการทั้งหมด แต่ก็เป็นวันสำคัญของชาติที่เยาวชนไทยควรได้ทราบเพื่อเป็นความรู้ต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูลข่าว : อมรรัตน์ เทพกำปนาท กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม



ขอบคุณ blog ของพี่วิค่ะ
User is offlineProfile CardPM
Go to the top of the page
+Quote Post
Madam-Jung
post Mar 1 2008, 11:27 PM
Post #29


Advanced Member
***

Group: Members
Posts: 1,503
Joined: 29-February 08
Member No.: 130,599





พระราชอารมณ์ขัน สำหรับบางคนที่ยังไม่เคยอ่าน

คนหนังสือพิมพ์อเมริกันนั้น ขึ้นชื่อว่าดุ และไม่ค่อยจะรู้จักที่ต่ำที่สูง แถมยังก้าวร้าวอีกด้วย แม้กระทั่งจอมเผด็จการผู้ยิ่งใหญ่อย่างครุสชอฟ เมื่อถึงคราวต้องไปเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้สื่อข่าวอเมริกัน ยังอดครั่นคร้ามไม่ได้ ดังนั้น ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จประพาสสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรกในปี 2503 ทางรัฐบาลจึงได้จัดส่งบุคคลผู้หนึ่งไปชี้แจงทำความเข้าใจกับบรรดานักหนังสือพิมพ์อเม
ริกันเสียชั้นหนึ่งก่อน เท่ากับเป็นการปูพื้นพอให้ผู้สื่อข่าวอเมริกันได้ทราบถึงฐานะอันแท้จริง ของพระเจ้าแผ่นดินไทย ว่ามิใช่เป็นเทพเจ้า แต่ก็ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนของประชาราษฎร ทั้งที่เป็นชาวพุทธ มุสลิม และคริสต์ เพราะในประเทศไทยนั้นทุกศาสนา ทุกนิกาย ต่างก็สามารถเผยแพร่ศาสนาของตนได้โดยอิสระเสรี

ในด้านประชาชน ก็ได้เสด็จฯ ออก เยี่ยมราษฎรผู้ยากไร้ ในถิ่นทุรกันดาร พร้อมด้วยแผนที่ขนาดใหญ่ในพระหัตถ์ ทรงหาแหล่งน้ำช่วยเกษตรกรผู้ยากจนของพระองค์ จึงได้รับความเคารพบูชาอย่างล้นพ้นจากชาวบ้านที่ยากจนทั่วไป

งานของบุคคลนี้ ในการไปทำความเข้าใจกับนักหนังสือพิมพ์ในอเมริกา เรียกกันว่าเป็นงานประชาสัมพันธ์ และทางรัฐบาลก็เห็นน่าไม่มีใครจะเหมาะยิ่งไปกว่า ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ชี้แจงให้ผู้สื่อข่าวอเมริกันฟังว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงมีฐานะอยู่
เหนือการเมือง จึงไม่บังควรที่จะกราบทูลถามเรื่องการเมือง

"ถ้าหากจะกราบทูลถามเรื่องละคร The King and I จะถามได้ไหม?" นักข่าวหนุ่มคะนองคนหนึ่งซัก

ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช

"ไม่แปลกอะไร คุณกราบทูลถามได้" ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ตอบ "ดีเสียอีก คุณจะได้ทราบว่าคิงมงกุฏจริงๆ นั้นหาได้เป็นตัวตลกอย่างในละครเรื่องนั้นไม่ แท้จริงทรงรอบรู้วิชาดาราศาสตร์ดีว่าพวกคุณหลายๆ คนเสียอีก และทรงเชี่ยวชาญภาษาบาลีเป็นอันมาก"

นักข่าวตะลึง จดกันใหญ่

เนื่องด้วย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ไปปูพื้นกรุยทางไว้ก่อนเช่นนี้ ดังนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จถึงอเมริกา พวกหนังสือพิมพ์จึงยับยั้งไม่กล้ากราบทูลสัมภาษณ์เรื่องการเมือง แต่ได้กราบทูลถามความรู้สึกส่วนพระองค์ว่า

"นี่เป็นการเสด็จฯ เยือนอเมริกาเป็นครั้งแรก….ทรงรู้สึกอย่างไรบ้าง?"

มีพระราชดำรังตอบว่า "ก็ตื่นเต้นที่ได้กลับมาเยี่ยมบ้านเกิดเพราะข้าพเจ้าเกิดที่นี่ …..ที่เมืองบอสตัน"

คงจะเป็นกษัตริย์เพียงพระองค์เดียวในโลก ที่จะสามารถตรัสได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า ทรงมีพระราชสมภพที่อเมริกา ข้อความนี้ช่วยให้ผู้สื่อข่าวรู้สึกเคารพรักและมีความใกล้ชิดกับพระองค์ขึ้นมาทันที เพราะพระองค์มิใช่ "คนต่างประเทศ" หากแต่เป็น "คนบอสตัน" คนหนึ่ง

ตอนใกล้จะจบการพระราชทานสัมภาษณ์ในวันแรกที่อเมริกานักข่าวคนหนึ่งได้กราบทูลถาม เป็นประโยคสั้นๆ ว่า

"จะทรงมีอะไรฝากไปถึงอเมริกันชนทั่วๆ ไปบ้าง?"

ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่า "คนอเมริกันดูช่างรีบร้อนกันเหลือเกิน ถ้าหากจะ GO SLOW จะทำให้มีความสุขยิ่งกว่านี้"

เช้าวันรุ่งขึ้นสถานีวิทยุในอเมริกาแทบจะทุกรัฐต่างเริ่มรายการว่า "กษัตริย์จากไทยแลนด์รับสั่งฝากมาว่า GO SLOW…..นับเป็นปรัชญาแบบไทยของพระองค์…..ขอให้พวกเรา GO SLOW ในทุกๆ อย่างแล้ว ชีวิตของคุณจะสบายดีขึ้น"

ก่อนที่กลุ่มนักข่าวจะกราบทูลลามีนักข่าวหนุ่มคนหนึ่งกราบทูลถามเป็นคำถามสุดท้ายว่า
"ทำไมพระองค์จึงทรงเคร่งขรึมนัก…ไม่ทรงยิ้มเลย?"

ทรงหันพระพักตร์ไปทางสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถพลางรับสั่งว่า "นั่นไง…ยิ้มของฉัน"

แสดงให้เห็นถึงพระราชปฏิภาณ และพระราชอารมณ์ขันอันล้ำลึกของพระองค์ท่าน ทำให้ทรงเป็นที่รักของประชาชนอเมริกันโดยทั่วไป ในวันที่เสด็จฯ รัฐสภาคองเกรส เพื่อทรงมีพระราชดำรัสต่อสภา จึงทรงได้รับการถวายการปรบมืออย่างกึกก้องและยาวนานหลายครั้ง

เมื่อเสด็จถึงฮอลลีวู้ด นครแห่งดารา ก็ทรงมีอารมณ์สดชื่นแจ่มใส หม่อมเจ้าหญิงวิภาวดี รังสิต (พระยศในขณะนั้น) ได้ทรงเล่าไว้ว่า

"พระราชดำรัสในวันนั้นเป็นกันเอง ขำๆ ดี คนฟังชอบใจมากหัวเราะกันก้ากๆ แล้วตบมือถวายหลายครั้ง ในความบางตอนถ้าหญิงจำไม่ผิดก็คล้ายๆ งี้ "เรากำลังเดินอยู่บนเมฆ กระทบไหล่กับดารา เหล่าดาราส่องแสงไปทั่วโลก (ตอนนี้เหล่าดาราที่นั่งอยู่ที่โต๊ะต่างยิ้มน้อยยิ้มใหญ่) พวกคนไทยโดยมากเป็นนักดูหนัง และติดตามความเป็นไปของดาราดวงที่ตนชอบอย่างสนใจที่สุด ข้าพเจ้าจำต้องรับสารภาพอย่างน่าเสียใจว่า แฟนหนังวันรุ่นของเราบางคนสนใจเรื่องของดาราภาพยนต์ที่ตนชอบมากกว่าสนใจวิชาที่เรียน
จากโรงเรียนเสียอีก"

ตอนนี้คนสำคัญของโลกภาพยนต์ต่างหัวเราะชอบใจ ต่อไปพระเจ้าอยู่หัวก็ตรัสดีขึ้นไปอีก ตอนนี้ขอลอกพระราชดำรัสแท้ๆ ถ้ามัวแปลเดี๋ยวเสียรสคำหมด

"Now" ทรงมีพระราชดำรัสต่อไป "I would like to confide something - and this is between the King and you. It's about " The King and I"

ตอนนี้ถึงฮาตึงเลยทีเดียว


…..หมายกำหนดการต่อไป ก็คือต้องพระราชทานวโรกาสให้หนังสือพิมพ์ นักข่าว และพวกโทรทัศน์ กี่ช่องต่อกี่ช่องของลอสแองเจลิส ถวายสัมภาษณ์ เป็นครั้งแรกในแผ่นดินใหญ่… มีคนหนึ่งทูลถามท่านว่า "เคยทรงหนังสือเรื่อง ดิ อั๊กลี่ อเมริกัน หรือไม่"

พระราชดำรัสตอบ "ไม่เคย"

พ่อนั่นคงเตรียมมาว่า คงจะทรงตอบว่าเคย ครั้นทรงตอบตรงกันข้ามก็ออกจะงง แต่ก็อุตส่าห์ทูลถามต่อไปว่า "แล้วทรงเห็นเป็นยังไง?"

พระเจ้าอยู่หัวทรงอึ้งไปสักวินาที ก็ตรัสว่า "Well, we all make mistakes" ซึ่งจะแปลออกไปเองว่าท่านคงหมายความถึงผู้แต่งหนังสือก็ได้ นโยบายต่างประเทศของอเมริกาก็ได้ ไม่ทราบว่าท่านทรงหมายความว่ากระไรแน่ เล่นเอาพ่อนั่นหมดปัญญา ไม่รู้จะต่อเรื่องไปทางไหน ผู้สื่อข่าวอื่นๆ หัวเราะชอบใจที่เห็นพวกเดียวกันจนมุมถึงอึ้งไป….?

(คัดตัดตอนมาจากหนังสือเรื่องตามเสด็จอเมริกา จดหมายถึงเพื่อน จากหม่อมเจ้าหญิงวิภาวดี รังสิต)

ที่ฮอลลีวู้ด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้เสด็จฯ เยี่ยมโรงถ่ายภาพยนต์พาราเม้าด้วย วันนั้น (21 มิถุนายน 2503) ทางโรงถ่ายกำลังถ่ายทำเรื่อง จี.ไอ.บลูส์ ก็ได้กำหนดให้ เอ็ลวิส เพรสลีย์ กับจูเลียต พราวส์ ตัวแสดงนำทั้งคู่เข้าเฝ้าฯ โดยมีนายพอล เนทัน ผู้อำนวยการสร้างมารับเสด็จฯ และนำพระเอกนางเอกเข้าเฝ้าฯ เอ็ลวิส เพรสลีย์ ตื่นเต้นมาก กราบทูลพระเจ้าอยู่หัวได้แต่เพียงว่า "Hello, Your Majesty, Sir" แล้วก็ถวายคำนับ รู้สึกดาราพระเอกคนนี้ในชีวิตจริงค่อนข้างจะขี้อาย เมื่อตัวเอกของเรื่องถวายตัวเสร็จแล้ว พระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จก็ประทับลง และเจ้าหน้าที่ฝ่ายต้อนรับก็จัดการให้เอ็ลวิสมานั่งข้างในหลวง และจูเลียต พราวส์ นั่งข้างสมเด็จ แต่ดารานางเอกไม่รู้จักขนบธรรมเนียมไทย ก็เลยนั่งไขว่ห้างตามสบายบรรดาช่างภาพถ่ายรูปกันพึบพับ ต่อจากนั้นดาราทั้งสองก็กราบถวายบังคมลาไปถ่ายหนังต่อ ขณะเอ็ลวิสเต้นและทำปากพะงาบๆ อยู่นั้นก็มีเจ้าหน้าที่ชูป้ายเดินไปมา มีข้อความว่า "เงียบ"

ในระหว่างการเสด็จประพาสอเมริกาครั้งแรก ในสมัยของประธานาธิบดี ไอเซ็นฮาวร์ นั้นได้เสด็จทรงพระสำราญ ไปทรงแซ็กโซโฟน กับเบ็นนี กู๊ดแมน ผู้เป็นพระสหาย มีฝรั่งคนหนึ่งยังเก็บเทปบันทึกเสียงการทรงดนตรีครั้งประวัติศาสตร์คราวนั้นไว้จนเดี
๋ยวนี้ และการเสด็จฯ อีกครั้งหนึ่ง ในสมัยประธานาธิบดี ลินดอน บี. จอห์นสัน ทางทำเนียบขาวทราบอยู่แล้วว่าทรงโปรดดนตรีแจ็ส จึงได้ได้เตรียมรับเสด็จฯ โดยเชิญนักดนตรีแจ๊สผู้มีชื่อเสียงสองคน คือ ดุ๊ค เอ็ลลิงตัน กับสแตน เก็ทซ์ มาเล่นร่วมกับวงดนตรีหนึ่งจากเท็กซัส ชื่อ Texas State Lab Band พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดดนตรีวงนี้มาก ถึงเวลาที่จะต้องเสด็จฯ กลับก็ยังคงประทับอยู่ต่อ และทรงดนตรีต่อไปอีกเกือบชั่วโมงเต็มๆ (ดูรายละเอียดจากหนังสือเรื่อง Ruffles and Flourishes Liz โดย Carpenter)

เกี่ยวกับการเสด็จประพาสอเมริกาครั้งแรกนั้น ควรจะได้เล่าถึงบ็อบ โฮ้พไว้ด้วย เพราะทรงคุ้นเคยกับดาราผู้นี้ตั้งแต่ครั้งบ็อบ โฮ้พ มาแวะกรุงเทพฯ เพื่อจะไปเปิดการแสดงกล่อมขวัญทหารอเมริกันในเวียดนามระหว่างแวะพักตั้งหลักที่กรุงเ
ทพฯ บ็อบ โฮ้พ โชคดีได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ที่วังสวนจิตรฯ โดยโปรกเกล้าฯ พระราชทานเลี้ยงดินเนอร์ด้วย

บ็อบ โฮ้พ กราบบังคมทูลว่า "ข้าพระพุทธเจ้า ขอพาเพื่อนไปด้วย"

"ได้เลย…..ไม่ขัดข้อง" รับสั่งตอบ "พาเพื่อนของคุณมาได้เลย"

"ต้องขอบพระทัยแทนเพื่อนหกสิบสามคน ของข้าพระพุทธเจ้าด้วย"

คืนนั้น บ็อบ โฮ้พ ได้นำวงดนตรีของเขา เข้าไปเล่นถวายในวังสวนจิตรฯ อยู่จนดึก จึงกราบทูลเชิญเสด็จฯ ที่บ้านพักของเขา รับสั่งว่า "ยินดี….ฉันพาเพื่อนหกสิบสามคนของฉันไปด้วยนะ"

บ็อบ โฮ้พ ได้นำไปเล่าอย่างสนุกสนาน ในรายการโทรทัศน์ของเขา ดังนั้นก็คงจะมีการใสไข่บ้างเพื่อเพิ่มรสชาติในการเล่า เพราะนายบ็อบ โฮ้พ แกเป็นนักใส่ไข่ลือชื่ออยู่แล้ว

ในการเสด็จฯ ออกเยี่ยมราษฎรตามหัวเมืองไกลๆ นั้น ต้องตรากตรำพระวรกายเป็นอย่างมาก ทรงหนีบแผนที่อยู่ตลอดเวลา เพื่อดูรายละเอียดเกี่ยวกับหมู่บ้านและเส้นทางของแม่น้ำลำธาร ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการวางแผนพัฒนา นอกจากนั้นแล้วยังทรงมีปัญหาเรื่องอื่นๆ อีกร้อยแปด จะต้องเสด็จฯ ไปงานพระราชพิธีต่างๆ จะต้องเสด็จฯ ออกรับแขกเมืองชาวต่างประเทศที่ขอเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายของบ้าง ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลบ้าง ฯลฯ เยอะแยะไปหมด การที่ทรงสามารถรับพระราชภาระอันหนักเช่นนี้อยู่ได้นานนับสิบๆ ปี ก็เพราะทรงมีพระราชอารมณ์ขันนั่นเองเป็นทางระบายความเครียด ข้าราชบริพารและตำรวจทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี และมักเล่าสู่กันฟังด้วยความชื่นชมในพระราชอารมณ์ขันของพระองค์อยู่เสมอ

นายตำรวจคนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า ในการเสด็จฯ ออกเยี่ยมราษฎรอำเภอไกลๆ ที่กันดารนั้น บางครั้งกำนันก็อยากจะกราบทูลด้วยราชาศัพท์แต่อันที่จริงนั้นไม่ต้องก็ได้ มิได้ทรงเห็นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทรงถือว่าความจงรักภักดี และความเคารพในหัวใจนั้นสำคัญยิ่งกว่าราชาศัพท์ แต่ถึงกระนั้น กำนันบางคนก็ยังอยากจะกราบทูลให้ถูกต้องตามแบบแผนอุตส่าห์ไปซ้อมมาเสียหลายวัน ท่องมาจนจำขึ้นใจ แต่พอเสด็จฯ มาถึงเข้าจริงๆ ท่านกำนันก็สั่นเทิ้มด้วยฤทธิ์ประหม่า รายงานตัวออกไปว่า

"ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า……"

"เราพวกเดียวกันนะ…." รับสั่งด้วยความเมตตาอย่างพ่อพูดกับลูก

ท่านกำนันเห็นว่าทรงพระกรุณาเช่นนั้น ก็เลยเปลี่ยนใจมากราบทูลด้วยภาษาธรรมดา

คุณพ่วง สุวรรณรัฐ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย เคยเล่าให้ฟังว่าการที่ได้รับสั่งสนทนาปราศรัยกับราษฎรอย่างใกล้ชิดนั้น เป็นสิ่งที่โปรดปรานและต้องพระราชประสงค์อย่างยิ่ง ไม่เคยทรงถือเลยว่าราษฎรจะกราบบังคมทูลด้วยถ้อยคำธรรมดาอย่างไร บางครั้งราษฎรพยายามจะใช้คำราชาศัพท์ขลุกๆ ขลักๆ ก็ทรงพระกรุณาแก้ไขให้หรือรับสั่งอนุญาตว่า พูดธรรมดากันก็ได้ ครั้งหนึ่งได้รับสั่งถามราษฎรว่า ทำไมมากันมาก รู้ได้อย่างไร ใครจะมา มาไกลไหม เคยมีราษฎรกราบบังคมทูลว่าอำเภอเขาให้มา แต่ก็มีมากรายที่ตอบตรงตามหัวใจว่า "โอย….ใครไม่บอกก็มา…อยากมาเห็น…ก่อนตายขอให้ได้เห็นในหลวงเป็นบุญตาสักครั้งก็ยังดี"

บางแห่งรับสั่งถามว่า "พากันเดินทางมาเหนื่อยไหม….ไกลมากไหม?"

คุณยายคนหนึ่งทูลตอบไปว่า "ไม่ไกลเท่าไรดอกเจ้าคะ…..เดินทางมาสองคืนเท่านั้นเอง"

เรื่องราชาศัพท์นั้น อย่าแต่ว่าชาวบ้านแถวร้อยเอ็ดหรือทุ่งสงเลย ขนาดอาจารย์มหาวิทยาลัยก็ยังประหม่า ใช้ถูกใช้ผิดเพราะไม่เคยชิน ก็เลยต้องอึกๆ อักๆ แต่มีอยู่คราวหนึ่ง มีพระราชกระแสรับสั่งกับราษฎรในชนบทกลุ่มหนึ่ง และมีผู้ชายอายุขนาดกลางคนผู้หนึ่ง กราบบังคมทูลชี้แจงชัดถ้อยชัดคำ ใช้ศัพท์แสงอย่างสูงพอดู สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถจึงรับสั่งถามเป็นทำนองว่า เคยเข้ารั้วเข้าวังที่ไหนอยู่หรือ จึงพูดจาใช้ราชาศัพท์คล่องแคล่ว

ชาวผู้นั้นกราบทูลตอบว่า "ขอเดชะ…พระบารมีปกเกล้าฯ เกล้ากระหม่อมเคยเป็นตัวเอกลิเกมาก่อน พะยะค่ะ

ความลับแตกดังโพละออกมาเลย….ทำเอาขบวนตามเสด็จหัวเราะกันครืนไป

เรื่องพระราชอารมณ์ขันนี้ ม.ล.ปิ่น มาลากุล เคยเล่าให้ฟังว่า ที่มหาวิทยาลัยประสานมิตรปีหนึ่ง เมื่อพระราชทานปริญญาบัตรเสร็จแล้ว มีพระราชดำรัสแก่ ม.ล.ปิ่นว่า "วันนี้ฉันได้ให้ปริญญาบัตรไปกี่กิโล"

ม.ล. ปิ่น มาลากุล อึกอัก จนด้วยเกล้าฯ เพราะมิได้ให้ปลัดกระทรวงหรืออธิบดีชั่งน้ำหนักปริญญาบัตรไว้ก่อน เพื่อกราบบังคมทูลแต่ในปีต่อมา ในโอกาสเช่นเดียวกัน เผื่อเหนียว…อธิการบดีของมหาวิทยาลัย ได้เตรียมพร้อมชั่งน้ำหนักใบปริญญาบัตรจำนวนทั้งหมดไว้เรียบร้อยแล้วล่วงหน้า ม.ล.ปิ่น มาลากุล จึงกราบทูลเสียงดังว่า

"วันนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานปริญญาบัตรไปจำนวนทั้งหมด 230 กิโลกรัม"

ในทันทีนั้นก็มีพระราชดำรัสถาม ม.ล.ปิ่นว่า

"ฉันจะต้องได้อาหารสักกี่แคลอรี่ จึงจะพอชดเชยกับแรงงานที่ได้เสียไป

มีอยู่คราวหนึ่ง หลังจากปีนเขาขึ้นไปบนสันเขาลูกใหญ่ลูกหนึ่ง มีผู้กราบบังคมทูลถามในหลวงว่า ภูเขาลูกใหญ่ที่ปีนเมื่อวานซืนกับลูกนี้ลูกไหนจะสูงกว่ากัน

ในหลวงทรงตรัสตอบว่า

"ลูกวานซืนนี้สูงกว่า เพราะฉันเคี้ยวมะขามป้อมถึงห้าลูกกว่าจะถึงยอก… แต่วันนี้เพียงสามมะขามป้อมเท่านั้น"

แม้แต่ในยามทรงพระประชวร เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระอาการไข้สูง พระหทัยเต้นไม่เป็นส่ำแต่ก็ยังทรงมีพระอารมณ์ขันอยู่ตลอดเวลา

ในฐานะที่เป็นนักดนตรี ได้รับสั่งกับหมอว่าจังหวะการเต้นของพระหทัยนี้ คล้ายๆ กับจังหวะห้าสี่ในทางดนตรี และหลังจากทรงหายพระประชวรแล้ว ก็ทรงแต่งเพลงแจ๊ส จังหวะห้าสี่ขึ้น เพลงหนึ่ง…

…….ให้ชื่อว่า High Fever!

ในระหว่างถวายการรักษานั้น คณะแพทย์ต้องเจาะพระโลหิตกันเกือบทุกวัน วันละ 50 ถึง 100 ซีซี ขณะที่ทรงพระประชวรนี้ มีพระหทัยตั้งสมาธิแน่วแน่ พระอารมณ์แจ่มใส ได้ทรงล้อเลียนคณะแพทย์เมื่อพระอาการทุเลาลงแล้ว โดยทรงรับสั่งว่า คณะกรรมการแพทย์ชุดนี้ รักษาพระอาการแบบโบราณโดยที่ไม่ถวายพระโอสถเลย…แต่ใช้วิธีสูบเลือดออก

พระราชอารมณ์ขันจงเจริญ

จากหนังสือ พระราชอารมณ์ขัน โดย คุณวิลาศ มณีวัต



User is offlineProfile CardPM
Go to the top of the page
+Quote Post
Madam-Jung
post Mar 1 2008, 11:34 PM
Post #30


Advanced Member
***

Group: Members
Posts: 1,503
Joined: 29-February 08
Member No.: 130,599






"พระราชินี"เสด็จฯประกอบพิธี ปล่อยเรือ ต.992 - เรือ ต.993



user posted image


สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงประกอบพิธีปล่อยเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งลำที่ 2 และ 3 (เรือ ต.992 และเรือ ต.993) ลงน้ำ กองทัพเรือเผยจัดสร้างให้สอดคล้องกับพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง บริษัทผู้สร้างระบุราคาถูกกว่าปกติเท่าตัว และภูมิใจทุกครั้งที่เห็นเรือลอยลำเหนือน้ำ


user posted image


เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2550 เวลา 17.00 น. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงประกอบพิธีปล่อยเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ลำที่ 2 และ 3 (เรือ ต.992 และเรือ ต.993) ลงน้ำ ณ อู่ต่อเรือ บริษัทมาร์ซัน จำกัด ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ



user posted image


การสร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดใหม่ 2 ลำนี้ กองทัพเรือ ในนามของพสกนิกรชาวไทย ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในปี 2550 และเป็นการเทิดพระเกียรติที่ทรงมีพระอัจฉริยภาพในด้านการต่อเรือ โดยทรงมีพระราชดำริและพระบรมราชวินิจฉัยในเรื่องที่เกี่ยวกับการต่อเรือ เพื่อการพึ่งพาตนเองของกองทัพเรือมาโดยตลอด นับตั้งแต่การสร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ชุด เรือ ต.91-ต.99 จำนวน 9 ลำ ระหว่างปี 2510-2530 ทั้งยังมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์

ในการนี้ กองทัพเรือได้ยึดถือแนวทางตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2545 ว่า "เรือรบขนาดใหญ่มีราคาแพงและมีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานสูง กองทัพเรือจึงควรใช้เรือที่มีขนาดเหมาะสมและสร้างได้เอง ซึ่งเมื่อสร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ชุด เรือ ต.91 ได้แล้ว ควรขยายแบบเรือให้ใหญ่ขึ้นและสร้างเพิ่มเติม" กองทัพเรือจึงได้เร่งดำเนินการสนองแนวพระราชดำรัส โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชวินิจฉัยในเรื่องขนาด รูปทรง และน้ำหนักของเรือ รวมทั้งการใช้เชื้อเพลิงและการออกแบบ เพื่อให้เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งลำใหม่มีสมรรถนะสูงสุดในการปฏิบัติการทางทะเล



user posted image

ทั้งนี้ กองทัพเรือได้มอบหมายให้กรมอู่ทหารเรือ เป็นหน่วยรับผิดชอบดำเนินการสร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งลำที่ 1 (เรือ ต.991) และได้ว่าจ้างบริษัท มาร์ซัน ทำการจัดสร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งลำที่ 2 และ 3 (เรือ ต.992 และเรือ ต.993) เพื่อเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเรือภายในประเทศ โดยเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้ง 3 ลำนี้ จะมีรูปร่างและลักษณะเหมือนกันทุกประการ และมีกำหนดแล้วเสร็จให้ทันร่วมเฉลิมพระเกียรติและน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระบาทสม
เด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2550


user posted image

ชื่อของเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ชุด ต.911 (เรือ ต.991 เรือ ต.992 เรือ ต.993) นั้น ต. หมายถึงเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง หมายเลขแรก หมายถึง เรือชุดนี้ถอดแบบมาจากชุดเรือ ต.91 และได้ขยายแบบเพิ่มอีก 10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้มีความคงทนทะเลมากขึ้น หมายเลขลำดับที่สอง หมายถึง รัชกาลที่ 9 และหมายเลขลำดับที่ 3 คือ ลำดับที่ของเรือในชุดนี้

นาวาเอกพูลศักดิ์ อุบลเทพชัย รองเลขานุการกองทัพเรือ กล่าวว่า กองทัพเรือได้จัดสร้างเรือลำแรก ภายหลังการว่างเว้นการต่อเรือนานถึง 10 ปี โดยมอบให้กรมอู่ทหารเรือเป็นผู้จัดสร้างให้สอดคล้องกับพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง จนออกมาเป็นเรือ ต.991 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีปล่อยเรือ ต.991 ลงน้ำด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมา

นาวาเอกพูลศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับเรือ ต.992-ต.993 กองทัพเรือได้จ้างบริษัท มาร์ซัน ซึ่งเป็นบริษัทที่คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญของกองทัพเรือ คัดเลือกโดยพิจารณาด้านประสบการณ์ เทคโนโลยี และเป็นที่ยอมรับในวงการอุตสาหกรรมการต่อเรือ และเป็นบริษัทอุตสาหกรรมต่อเรือสัญชาติไทยแท้ ที่ดำเนินการอู่ต่อเรือมาแล้วเกือบ 30 ปี เป็นที่ยอมรับและได้รับความไว้วางใจจากกระทรวง ทบวง กรม ให้ต่อเรือเพื่อใช้ในราชการไทยมาแล้วมากกว่า 150 ลำ และได้รับการว่าจ้างจากต่างประเทศให้ต่อเรือหลากหลายแบบ ตั้งแต่เรือตรวจการณ์ปืน ไปจนถึงเรือสำราญแบบเมกกะยอชท์ โดยล่าสุดก็รับงานต่อเรือตรวจการณ์ปืนแก่กองทัพเรือปากีสถานถึง 6 ลำ ปัจจุบัน บริษัท มาร์ซัน ถือเป็นอู่ต่อเรือชั้นแนวหน้าในอุตสาหกรรมการต่อเรือในระดับภูมิภาค ที่ได้รับการรับรองระบบการจัดการคุณภาพมาตรฐาน ISO 9001 : 2000 จาก LIOYd’S Register Quality Assurance สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นสถาบันที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุดแห่งหนึ่งในอุตสาหกรรมการต่อเรือ

ด้านนายสัญชัย จงวิสานติ์ ประธานเจ้าหน้าที่และผู้บริหารบริษัท มาร์ซัน เปิดเผยถึงรายละเอียดของเรือทั้งสองลำที่ทางกองทัพเรือได้ว่าจ้างให้ทางบริษัทเป็นผู
้ต่อ เรือ ต.992 และ ต.993 เป็นเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง มีขนาดยาว 38 เมตร กว้าง 6.5 เมตร ระวางขับน้ำ Full Load 185 ตัน ความเร็วสูงสุด 27 นอต ใช้ชั่วโมงการจัดสร้าง 2 แสนชั่วโมง มีสมรรถนะออกปฏิบัติการได้ 7 วัน หรือประมาณ 1,300 ไมล์ทะเลได้ โดยไม่ต้องส่งกำลังบำรุง เรือสองลำนี้เป็นความรับผิดชอบจัดสร้างของทางบริษัท


"การจัดสร้าง เราคำนึงถึงพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งหากเรือสองลำนี้ไปจ้างต่างประเทศต่อ จะตกราคาลำละประมาณ 600 ล้านบาท ในขณะที่เรือ ต.992 และ ต.993 นั้น มีราคาอยู่ที่ลำละประมาณ 270 ล้านบาทเท่านั้น ที่ได้ราคาถูกกว่าเท่าตัวขนาดนี้ จุดใหญ่คือเรื่องของค่าแรง ที่ค่าแรงคนงานไทยในอุตสาหกรรมการต่อเรือจะน้อยกว่าค่าแรงในต่างประเทศถึง 10 เท่า คือในขณะที่เราใช้งบในการจ้างแรงงานต่อเรือในไทย 10 ล้านบาท"

นายสัญชัย กล่าวอีกว่า เมื่อลงนามในสัญญา เราภาคภูมิใจมาก เพราะเป็นเรือน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย พวกเรามีใจหล่อหลอมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จากแผ่นเหล็กสี่เหลี่ยมกลายเป็นเรือทั้งลำ รู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่หันมามอง มากกว่าความรู้สึกดีๆ ที่เคยมองเรือลำอื่นที่เคยประกอบมา เวลาเห็นมันแล่นในทะเลไปช่วยเหลือคนเดือดร้อน จะรู้ทันทีว่านี่ไง เรือที่เราเคยสร้างมา

นาวาเอกพูลศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในส่วนของงบประมาณของเรือในชุดนี้ทั้งสามลำ (ต.991-992-993) ทางกองทัพเรือใช้งบประมาณทั้งสิ้นรวมแล้วประมาณ 760 ล้านบาท โดยเรือทั้งสามลำจะสังกัดกองเรือยุทธการ กองเรือภาคที่ 1 ฐานทัพเรือสัตหีบ มีภารกิจหลักในการลาดตระเวนตรวจการณ์ชายฝั่ง ตรวจจับการกระทำการที่ผิดกฎหมาย และถวายความปลอดภัยแด่พระบรมวงศานุวงศ์

"ในการต่อเรือในครั้งนี้มีการทูลเกล้าฯ ถวายรายงานแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงทอดพระเนตร ก็ทรงแสดงพระอัจฉริยภาพพระราชทานคำแนะนำให้กองทัพเรือนำไปดำเนินการ อย่างเรื่องท้ายเรือที่ตามปกติจะทำเป็นทรงแบน ก็ทรงแนะว่าธรรมชาติของคลื่นลมท้องทะเลไทยนั้น น่าจะเหมาะกับการทำท้ายเรือเป็นทรงโค้ง ทางกองทัพก็นำแนวพระราชดำริไปทำ ปรากฏว่า ท้ายเรือทรงโค้งนั้นลดแรงต้านจากคลื่นลงไปได้ถึง 6 เปอร์เซ็นต์"

สำหรับเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งลำที่ 2 และ 3 (เรือ ต.992 และเรือ ต.993) ภายหลังจากพิธีปล่อยเรือลงน้ำในวันนี้แล้วก็จะได้ทำการทดสอบระบบต่างๆ ในทะเล เช่นเดียวกับเรือ ต.991 ซึ่งเมื่อขึ้นระวางประจำการแล้ว เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งเฉลิมพระเกียรติทั้งสามลำ จะเข้าประจำการที่กองเรือตรวจอ่าว กองเรือยุทธการ โดยมีภารกิจในการรักษากฎหมายในทะเล การปราบปรามยาเสพติด การคุ้มครองรักษาทรัพยากรและแหล่งผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยในทะเล รวมถึงภารกิจอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมายต่อไป

พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ กล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีรับสั่งถึงเรือ ต.922 และเรือ ต.993 ว่าเรือทั้งสองลำสวยมาก และครั้งนี้พิเศษปล่อยทีเดียว 2 ลำ เพราะปกติปล่อยเรือครั้งละ 1 ลำเท่านั้น และรับสั่งต่ออีกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเรือทั้งสามลำมาก เรือลำแรกสมรรถนะดีกว่าที่คิดไว้ ทรงคิดว่าศักยภาพด้านอุตสาหกรรมการต่อเรือของไทยจะก้าวไปไกลอีกมาก

พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เผยถึงโครงการต่อไปว่า วันที่ 5 ธันวาคมนี้ กองทัพเรือจะนำเรือทั้งสองลำนี้ไปจอดที่หน้าพระราชวังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จากนั้นจะย้ายมาจอดที่ฐานทัพเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี เพื่อให้ประชาชนได้ชมความงามของเรือ จากนั้นจะเตรียมเข้าร่วมพิธีทอดกฐินพระราชทานทางชลมารคในช่วงเดือนพฤศจิกายน แต่ทั้งนี้ก็ต้องรอโปรดเกล้าฯ มาก่อน

ส่วนโครงการในปีหน้าของกองทัพเรือ จะดำเนินการต่อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ลำใหญ่มากขนาดที่เฮลิคอปเตอร์ลงจอดได้ โดยจะสร้างให้เสร็จก่อนปี 2554 เพื่อเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ที่มา - คม ชัด ลึก


User is offlineProfile CardPM
Go to the top of the page
+Quote Post

147 Pages < 1 2 3 4 5 > » 
Reply to this topicTopic OptionsStart new topic
1 User(s) are reading this topic (1 Guests and 0 Anonymous Users)
0 Members:
 

 
blankหน้าแรก | ภาพยนตร์ | ข่าว | ละคร | ฟังเพลง | ดารา | แต่งมือถือ | คลิปวีดีโอ | Radio | เกมส์ | ดูดวง | ชุมชน Pop2

blankบริการอื่นๆ : ฝากรูป | เว็บบอร์ดเก่า
blankละคร : ละครเอเซีย | ละครเกาหลี | ละครญี่ปุ่น | ละครจีน ฮ่องกง ใต้หวัน
blankเกมส์แนะนำ : เกมส์ | เกมส์แต่งตัว | เกมส์ทำอาหาร | เกมส์ปริศนา | เกมส์จากภาพยนตร์
blankบริการดูดวง : ดูดวง | ดูดวงรายวัน | ดูดวงรายสัปดาห์ | ดูดวงไพ่ยิบซี | ไพ่ยิบซีความรัก | ไพ่ยิบซีรายวัน | ทำนายฝัน

Lo-Fi Version Time is now: 19th September 2014 - 12:16 AM

2001-2004© Popcornfor2 Corp. All rights reserved