หน้าแรก
ภาพยนตร์
ข่าว
เรื่องHot
Picpost
Video
ละคร
เพลง
แต่งมือถือ
ดารา
เกมส์
ดูดวง
ชุมชนPop2
UCC
ข้อมูลบอร์ด 2002-2004 | ข้อมูลบอร์ด 2004-2008 | ข้อมูลบอร์ด 2009
แนะนำ : ดูดวง | เกมส์ทำอาหาร | เกมส์แต่งตัว | ปรับกระทู้เป็นเหมือนเดิม | ปิด search

ประกาศ! เปิดเว็บบอร์ดใหม่แล้ว ขอเชิญชวนชาวสมาชิกบ้านไร่ฯไปร่วมย้ายบ้านได้ที่

http://forums2.popcornfor2.com

ต้องสมัครสมาชิกกันใหม่นะครับ
แนะนำสมาชิกอ่านกฏข้อมูลบอร์ดใหม่ก่อนโพส โดยเฉพาะการสร้างบ้าน
สำหรับบอร์ดที่มีสมาชิกแฟนคลับเยอะๆควรตกลงกันในบอร์ดเก่าเสียก่อนว่าใครควรเป็นผู้ตั้งบ้าน
ข้อมูลบอร์ดนี้จะปิดไม่ให้โพสวันที่ 31 ธันวาคม 2551 แต่ยังสามารถดูข้อมูลเก่าได้

Welcome Guest ( Log In | Register )

147 Pages « < 48 49 50 51 52 > »  
Reply to this topicStart new topicStart Poll

Outline · [ Standard ] · Linear+

> •.•oO คุณพลอยไพลิน คุณสิริกิติยา เจนเซ่น ••.•, ปิดโพสน์ค่ะ ขอเวลาย้ายบ้านนะคะ

Madam-Jung
post Apr 5 2008, 06:44 PM
Post #491


Advanced Member
***

Group: Members
Posts: 1,503
Joined: 29-February 08
Member No.: 130,599





คัดลอกมาจากเวบ pantip นะคะ ไม่รู้จะคัดยังไง ให้สั้น ๆ เลยเอามาหมดเลยค่ะ
emotion_055.gif



คำสอนของท่านแม่


ได้อ่านสกุลไทยปักษ์นี้แล้ว รู้สึกมีความสุขนัก เพราะเสนอข่าวงานวันคล้ายวันประสูติพระองค์โสมที่พระญาติจัดถวาย หากแต่ที่ประทับใจที่สุดคือไฮไลต์ของงานที่ท่านผู้หญิงพันธุ์สวลี กิติยากร จัดวิทีอาร์ประกอบคำบรรยายถวายพระธิดา ข้อความนั้นกินใจนัก จำได้คร่าวๆว่า

ท่านสอนให้พระธิดาจงรักภักดีต่อเจ้านายในพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ ซึ่งพระธิดาก็ปฏิบัติตามเป็นอย่างดี

และในตอนท้ายทรงสอนว่า

เมื่อลงเรือลำเดียวกันแล้ว อย่าล่มเรือลำเดียวกัน สุดท้ายคือ"แม่รักลูกเสมอ"

พระองค์หญิงถึงกับทรุดพระองค์ลงกอดพระชนนีพร้อมกับกรรแสง นับได้ว่าพระองค์โสมทรงปฏิบัติพระองค์ดีในทุกสถาน ทั้งหน้าที่ในฐานะพระธิดา ที่ทรงเอาพระทัยใส่พระชนกจนกระทั่งวาระสุดท้าย ในฐานะพระมารดา พระองค์ภาทรงงดงามเพียงไร นั่นคือคำตอบ ในฐานะพระราชสุณิสาก็ทรงแบ่งเบาพระราชภาระในทุกสถาน แม้ว่าวาระมงคลวันคล้ายวันประสูติได้ผ่านมาแล้ว เกล้ากระหม่อมก็จะขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากล ได้โปรดอภิบาลบันดาลดลให้ทรงพระเกษมสำราญ

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

จากคุณ : เดือนแรม ที่แจ่มจาง - [ 19 ส.ค. 48 18:45:22 ]




ความคิดเห็นที่ 3

เราขอพูด ภาษาชาวบ้านสั้นๆน่ะ สำหรับ พระองค์โสม เราพูดคำเดียว ทรงมีพระลักษณะดีมากมาก เมื่อเสด็จอยู่ในหมู่ คน ทรง shine ออกมา ตลอดเวลา

เคยเห็นที่ central ชิดลม ท่าน showอยู่กะ พระองค์ภา หลายปีแล้ว

ท่านทรงดำเนิน ไปเรื่อยๆ เหมือนชาวบ้านธรรมดา มีทหารตามไม่ถึง 3 น emotion_026.gif emotion_026.gif าย
คนมุงดูพระองค์ท่าน ท่านก็แย้มพระสรวลหน่อยๆ ทรง เป็นธรรมชาติมากมาก


จากคุณ : tinglee tingamee (tinglee tingamee) - [ 20 ส.ค. 48 13:33:25




ความคิดเห็นที่ 6

พระองค์โสมฯ องค์พระวรราชาทินัดดามาตุ นั้นพระองค์นอกจากทรงมีพระราชทินนามที่หมายถึง

"แม่ที่ดีของหลานในหลวง"

แล้วยังทรงงานหนักเพื่อประเทศชาติมาโดยตลอดอีกทั้งทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างพระอ
งค์อีกหลายคำรบจวบจบปัจจุบันก็ยังทรงดำรงอยู่พระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าโดยพระเชื้อเป็นเ
จ้าโดยพระจริยาและเป็นเจ้าในใจไทยเสมอมาขอพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนานมีพระกำลัง
ใจทรงงานสืบต่อไปเพื่อประเทศชาติบ้านเมืองเทอญ ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด เกล้ากระหม่อมขอร่วมถวายพระพรชัยมงคล พระเจ้าข้า ฯ

จากคุณ : รักเธอประเทศไทย - [ 20 ส.ค. 48 18:11:58 A:61.90.10.187 X: ]


ความคิดเห็นที่ 13

พอดีมีสกุลไทยฉบับนี้จึงขอมอบให้คุณอยากอ่านจริง ๆ (คัดลอกมาจากหนังสือสกุลไทย ฉบัยที่ 2653)
ท่านผู้หญิง ม.จ.พันธุ์สวลีฯ ทรงเล่าเรื่องประกอบภาพถอดความในใจผ่านวีทีอาร์ด้วยการคุยกันฉันแม่ลูก ในงานราตรีผูกพันรัก...พร้อมภักดิ์ถวายพระพร" ดังนี้

"ลูกจ๋า...วันนี้เป็นวันแห่งความสุขของลูกอีกวันหนึ่ง และเป็นวันที่แม่มีความสุข ความปิติยินดีของแม่และพ่อเมื่อ 48 ปีก่อน ลูกจ๋า...แม่ขอวันนี้สักวัน...ขอให้เป็นวันที่แม่จะได้รำลึกถึงความหลัง วันที่แม่จะได้ย้อนนึกถึงวันที่ลูกเกิดมา ขอให้เป็นวันของแม่และลูก จะได้พูดคุยกันฉันแม่-ลูกที่รักและห่วงใยซึ่งกันและกันเสมอมา ลูกได้ถือกำเนิดขึ้นที่กรุงลอนดอน ก่อนลูกจะเกิดนั้น พ่อ แม่ และญาติพี่น้องทุกคนต่างเฝ้ารอด้วยที่จะได้เห็นหน้าลูก

ไม่แต่เพียงสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะทรงมีพระราชหัตถเลขาด้วยพระองค์เองตามข่าวคราวด้วยความตื่นเต้นและเฝ้ารอการเกิดขอ
งลูกเท่านั้น ยังมีลุงกร๋อย ม.ร.ว.กัลยาณกิติ์ กิติยากร และป้าอรุณ ท่านผู้หญิงอรุณ กิติยากรฯ คอยช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด ลูกเป็นลูกรักที่น่ารัก เลี้ยงง่าย กินง่าย ไม่ค่อยร้องโยเย กินเก่ง และชอบกินบีทรูทมากที่สุด ช่วงเวลาเหล่านั้นเป็นห้วงเวลาแห่งความรัก ความอบอุ่น และความสุขใจของครอบครัวของเรา ที่ยังคงประทับใจตราตรึงอยู่ในความทรงจำของแม่ไม่รู้เลือน และเป็นหยาดทิพย์แห่งชีวิตของแม่เสมอมา

เมื่อมีน้องอีกคน "น้ำผี้ง" เป็นน้องที่ลูกรักมาก เราอยู่กันเป็นครอบครัวเล็ก ๆ 4 คน ที่อบอุ่น เราใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่กับธรรมชาติ แล้วเส้นทางชีวิตก็เปลี่ยนไปเมื่อลูกอภิเษกสมรส และก้าวไปสู่ฐานันดรแห่งพระราชวงศ์ที่ตำแหน่ง "พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า พระวรชายาในพระบรมโอรสาธิราชฯ" และทรงให้กำเนิด "พรองค์ภา" แล้วทรงดำรงอยู่ในสถานะแห่ง "พระวรราชาทินัดดามาตุ" ตราบจนปัจจุบัน "เสด็จตา" ได้ทรงพร่ำบอกแม่ด้วยความรักตั้งแต่เล็กเสมอมา และแม่ก็ได้พร่ำบอกกับลูกด้วยความรักเช่นกันอยู่เสมอว่า "จงถวายความจงรักภักดีเหนือเกล้าฯ ต่อเจ้านายทุกพระองค์ในพระบรมราชจักรีวงศ์อย่างเสมอต้นเสมอปลาย" ลูกรักได้ดำเนินรอยตามเช่นนั้นเสมอมา แม่อยากฝากข้อคิดสะกิดใจให้ลูกในวันนี้ว่า "เมื่อลงเรือลำเดียวกัน ย่อมไม่ล่มเรือลำเดียวกัน

" ลูกจ๋า....แม่รักลูกที่สุด ไม่ว่าวันเวลาจะหมุนเวียนเปลี่ยนผันผ่านไปอีกนานสักแค่ไหน....แม่รักลูกเสมอ.."


เมื่อจบการแสดง พระองค์หญิงทรงซึ้งพระทัยจนถึงกับทรงกันแสง และทรงลุกจากพระเก้าอี้ที่ประทับมาสวมกอดท่านแม่ นับเป็นภาพแห่งความประทับใจ และน่าตื้นตันใจ ความรักของแม่ - ลูกจนหลายคนพากันหลั่งน้ำตาแห่งความซาบซึ้งเช่นกัน ebugs31.gif ebugs31.gif

จากคุณ : อืม - [ 21 ส.ค. 48 17:47:52 A:221.128.98.114 X: TicketID:077414 ]



*****~ เพิ่มเติมค่ะ


พระวรราชาทินัดดามาตุ แปลว่า แม่ของหลานคนแรกของพระราชาผู้ประเสริฐ

มาตุ = แม่

นัดดา = หลาน

วรราชา = พระราชา

ebugs23.gif ebugs23.gif



เอามาลงแค่นี้นะคะ เพราะว่าบางความเห็นไม่สมควรค่ะ




User is offlineProfile CardPM
Go to the top of the page
+Quote Post
Madam-Jung
post Apr 5 2008, 07:03 PM
Post #492


Advanced Member
***

Group: Members
Posts: 1,503
Joined: 29-February 08
Member No.: 130,599





เอามาฝากค่ะ ใชทำรายงานได้เลย h7.gif


การใช้คำราชาศัพท์


ผู้ที่พูดไทยได้ เขียนไทยได้ ไม่ได้หมายความว่าเขาจะใช้ ราชาศัพท์เป็น บางคนใช้วิธีง่ายๆ แต่ไม่ถูกระเบียบแบบแผน แม้ผู้ที่รู้หลักเกณฑ์การใช้ราชาศัพท์ และรู้ราชาศัพท์มากมายหลายคำ ก็อาจใช้ผิดพลาดได้ หากไม่มีโอกาสได้ใช้บ่อย ๆ แต่สำหรับผู้ที่เป็นข้าราชการไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งใด ระดับใด ราชาศัพท์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานมากบ้างน้อยบ้าง ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ข้าราชการ ควรจะใช้ราชาศัพท์เป็น โดยการใส่ใจศึกษา (หากยังไม่รู้) พึงสังเกตและ จดจำ เพื่อสามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง ดังคำกล่าวของ หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช นักปราชญ์ของวงการภาษาไทยท่านหนึ่ง ซึ่งได้กล่าวไว้เมื่อวันที่ ๒๙กรกฎาคม ๒๕๐๕ ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานพระราชดำริ เรื่องปัญหาการใช้คำไทย ในการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ความตอนหนึ่งว่า “... ความจริงราชาศัพท์ เป็นของจำเป็น เป็นหน้าที่ของผู้จงรักภักดีทุกคน จะต้องพูดให้ได้ เพราะเหตุว่าทุกวันนี้เป็นสมัยที่ประชาชนและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข้าใกล้ชิดกันได้ที่สุด ตั้งแต่ตั้งประเทศไทยมาไม่เคยปรากฏ ถ้าหากว่าไม่มีสิ่งที่จะกราบบังคมทูลให้เข้าถึงได้แล้วก็หมดความหมาย ทรงพระราชอุตสาหะเท่าไรก็เปล่าประโยชน์ เป็นหน้าที่ของราษฎรไทยที่จงรักภักดีทุกคน ถ้าไม่ทราบก็จะต้องเริ่มเรียนราชาศัพท์กันโดยด่วน ปล่อยละเลยไว้ไม่ได้อีกต่อไป แล้วไม่มีเหตุใดๆ เลยที่จะหลีกเลี่ยงไม่ใช้ราชาศัพท์...”

การใช้คำราชาศัพท์ในหนังสือราชการ ผู้ใช้จำเป็นต้องเข้าใจถึงความหมายให้ลึกซึ้งถูกต้องตามแบบแผน บางคำมีข้อกำหนดไว้เฉพาะ ซึ่งผู้ปฏิบัติจะต้องรู้ถ่องแท้ก่อน แต่ในที่นี้ จะไม่กล่าวถึงที่มาของราชาศัพท์ วิธีการเปลี่ยนคำสามัญให้เป็นคำราชาศัพท์ หรือคำสามัญนี้เป็นราชาศัพท์ ว่าอย่างไร เพราะท่านสามารถหาความรู้เหล่านี้ได้จากหนังสือหลักภาษา หรือการใช้ภาษา หรือหนังสือเกี่ยวกับการใช้ราชาศัพท์โดยตรง นอกจากนี้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ.๒๕๒๖ ได้กำหนดการใช้คำขึ้นต้น และคำลงท้ายของหนังสือราชการซึ่งเกี่ยวข้องกับราชาศัพท์ไว้ด้วยแล้ว ดังนั้น จึงขอกล่าวเฉพาะราชาศัพท์ที่มักมีปัญหาในการใช้ และหน่วยต่างๆ ของ ทร. ได้เคยสอบถามเพื่อขอ คำอธิบายในการใช้จาก สบ.ทร. โดยได้รวบรวมความรู้และแนวทาง การเลือกใช้คำราชาศัพท์มาอธิบายเป็นข้อ ๆ ดังนี้

ข้อ ๑ การออกพระนามของพระมหากษัตริย์และพระบรมราชวงศ์

มักพบอยู่เสมอว่า บางคนใช้ผิด บางคนใช้ย่นย่อเกินไป เช่น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนี้เป็นการไม่สมควร ที่ถูกต้องควรออกพระนามเต็ม หรือพระนามย่อตามที่กำหนดไว้เท่านั้น (อย่าย่อเอง) คำว่า “สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว” ใช้เมื่อทรงรับพระราชสมบัติแล้ว แต่ยังมิได้ทรงรับ พระบรมราชาภิเษก แต่พระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน ได้เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณีแล้ว จะต้องออกพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ในรัชกาลปัจจุบัน การออกพระนามของพระมหากษัตริย์ และพระบรมราชวงศ์ มีดังนี้

๑. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช หรือ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัว

๒. สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ หรือ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ หรือ

สมเด็จพระบรมราชินีนาถ

๓. สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ สมเด็จพระบรมราชชนนี

๔. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร หรือ

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร

๕. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินทร สยามบรมราชกุมารี หรือ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

๖. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

๗. สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

๘. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ

๙. พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา

๑๐. พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์

๑๑. พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ

๑๒. หม่อมเจ้าสิริวัณวรี มหิดล



ข้อ ๒ การใช้คำนำพระนาม

ในการออกขานพระนามของพระบรมวงศานุวงศ์จะมีคำนำ พระนามซึ่งแสดงว่า เป็นพระประยูรญาติชั้นใด หรือมีพระอิสริยยศและพระยศทางทหารอย่างไร ซึ่งบางครั้งผู้ใช้ราชาศัพท์อาจเกิดความสับสนว่าควรเรียงลำดับใดก่อนหลังอย่างไรจึงจ
ะถูกต้อง ตามธรรมเนียม การออกขานพระนามราชวงศ์ กำหนดให้ออกขานพระนามโดยเรียงคำนำ พระนามดังนี้

๑. พระยศทางทหาร

๒. คำนำพระนามเพื่อแสดงให้เห็นว่า เป็นพระประยูรญาติ ชั้นใดในพระมหากษัตริย์ (คำบอกเครือญาติ) เช่น พระเจ้าลูกเธอ สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จพระบรม อัยยิกาเจ้า สมเด็จพระราชปิตุลา พระเจ้าหลานเธอ เป็นต้น

๓. พระอิสริยยศ หรือที่เข้าใจโดยทั่วไปว่า คือ สกุลยศ (คำบอกชั้นเจ้านาย) หมายความว่า พระราชวงศ์พระองค์นั้นถือกำเนิดมามีพระยศทางขัตติยราชสกุลชั้นใด เช่น เจ้าฟ้า พระองค์เจ้า หม่อมเจ้า เป็นต้น

๔. พระนามเดิม

๕. หลังจากพระนามเดิม ถ้าพระราชวงศ์พระองค์นั้นได้ ปฏิบัติราชการแผ่นดินมีความดีความชอบ ได้รับการสถาปนา พระอิสริยยศ ขึ้นเป็น เจ้าต่างกรม จึงต่อ พระนามกรมไว้ท้ายพระนามเดิม

ตัวอย่าง จอมพล สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้า ภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศวรเดช

- จอมพล = พระยศทางทหาร

- สมเด็จพระราชปิตุลา = คำบอกลำดับ เครือญาติ

- เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ = พระอิสริยยศและพระนามเดิม

- กรมพระยาภาณุพันธุวงศวรเดช = พระนามกรม

ตัวอย่าง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวง นราธิวาสราชนครินทร์

- สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ = คำบอกลำดับเครือญาติ

- เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา = พระอิสริยยศและพระนามเดิม

- กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ = พระนามกรม

การออกพระนาม สำหรับเจ้านายชั้นหม่อมเจ้า ไม่ต้องมีคำนำพระนามบอกเครือญาติ

อนึ่ง ในการเขียนพระนามดังกล่าวข้างต้นนี้ พึงระมัดระวังการใช้วรรคตอนให้ถูกต้อง คือ จะต้องเว้นวรรคตอนระหว่างกลุ่มคำซึ่งเป็นคำนำพระนามทุกกลุ่มคำด้วย



ข้อ ๓ การใช้คำว่า “ทรง” นำหน้าคำกริยาที่เป็นราชาศัพท์ อยู่แล้ว

มักพบอยู่เสมอๆ ทั้งในการพูดและการเขียน เช่น ใช้ว่า ทรงเสด็จ ทรงตรัส ทรงพระราชทาน ซึ่งถือว่าผิดหลักการใช้คำกริยาราชาศัพท์ เพราะคำว่า เสด็จ ตรัส พระราชทาน เหล่านี้เป็นคำราชาศัพท์อยู่แล้ว จึงไม่ต้องมีคำว่า “ทรง” นำหน้า ดังนั้น ในการใช้คำกริยาราชาศัพท์ในประโยค ขอให้สังเกตและจดจำหลักง่ายๆ ว่า คำที่เป็นกริยาราชาศัพท์อยู่แล้ว สามารถนำไปใช้ในประโยคได้ทันที โดยไม่ต้องใช้คำว่า “ทรง” นำหน้าอีก ได้แก่คำดังต่อไปนี้

ประสูติ = เกิด ทอดพระเนตร = ดู

บรรทม = นอน เสด็จ = ไป

เสวย = กิน สรง = อาบน้ำ

ประทับ = นั่ง อยู่ ประชวร = ป่วย

ผนวช = บวช พระราชทาน = ให้

ตรัส = พูด ประทาน = ให้

กริ้ว = โกรธ โปรด = รักชอบ

นอกจากคำกริยาราชาศัพท์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว จะเป็นคำกริยาราชาศัพท์ ที่เกิดจากการสร้างคำโดยวิธี ใช้คำว่า “ทรง” นำหน้าคำกริยา หรือคำนามธรรมดา กับคำนามราชาศัพท์ (มีคำ “พระ” นำหน้า) ทั้งสิ้น เช่น ทรงวิ่ง ทรงยินดี ทรงสั่งสอน ทรงม้า ทรงเรือใบ ทรงศีล ทรง พระปรีชา ทรงพระสุบิน และทรงพระราชสมภพ เป็นต้น

ข้อ ๔ การใช้คำว่า “เป็น” กับ “ มี ”

คำว่า “เป็น” กับ “มี” ถ้าใช้นำหน้าคำที่เป็นราชาศัพท์ ไม่ใช้ว่า “ทรงเป็น” “ทรงมี” เช่น เป็นพระราชโอรส เป็นพระราชนัดดา มีพระบรมราชโองการ มีพระราชเสาวนีย์ ต่อเมื่อใช้นำหน้าคำธรรมดา จึงจะใช้ “ทรงเป็น” “ทรงมี” เช่น ทรงเป็นทหาร ทรงเป็นครู ทรงเป็น นักปราชญ์ ทรงมีกรรม ทรงมีทุกข์ เป็นต้น



ข้อ ๕ คำกริยาราชาศัพท์และคำนามราชาศัพท์ที่มีความหมายเดียวกัน แต่ใช้ต่างกันตามลำดับพระอิสริยศักดิ์

จะขอกล่าวเฉพาะคำที่มักใช้เป็นประจำในหนังสือราชการ



คำสั่ง

พระบรมราชโองการ = พระมหากษัตริย์

พระราชโองการ = พระมหากษัตริย์ และสมเด็จพระราชินีนาถต่างประเทศ

พระราชเสาวนีย์ = สมเด็จพระบรมราชินีนาถ, สมเด็จพระบรมราชินี, สมเด็จพระบรมราชชนนี

พระเสาวนีย์ = สมเด็จพระราชินี และพระราชินี ต่างประเทศ

พระราชบัณฑูร, พระราชดำรัสสั่ง = สมเด็จพระยุพราช

พระราชบัญชา, พระราชดำรัสสั่ง = สมเด็จพระบรมราชกุมารี

พระราชดำรัสสั่ง, พระบัญชา = พระราชวงศ์* ,สมเด็จพระสังฆราช


คำพูด

พระราชดำรัส, พระราชกระแส = พระมหากษัตริย์ ,พระราชวงศ์ชั้นสูง*

พระดำรัส, ตรัส, รับสั่ง = พระราชวงศ์



คำสอน

พระบรมราโชวาท = พระมหากษัตริย์

พระราโชวาท = พระราชวงศ์ชั้นสูง

พระโอวาท = พระราชวงศ์


อุปถัมภ์

พระบรมราชูปถัมภ์ = พระมหากษัตริย์

พระบรมราชินูปถัมภ์ = สมเด็จพระบรมราชินีนาถ, สมเด็จพระราชินี

พระราชูปถัมภ์ = สมเด็จพระบรมราชชนนี, สมเด็จพระยุพราช,
= สมเด็จพระบรมราชกุมารี

พระอุปถัมภ์ = พระราชวงศ์


อนุเคราะห์

พระบรมราชานุเคราะห์ = พระมหากษัตริย์

พระราชานุเคราะห์ = พระราชวงศ์ชั้นสูง

พระอนุเคราะห์ = พระราชวงศ์



คำวินิจฉัย

พระบรมราชวินิจฉัย = พระมหากษัตริย์ที่ทรงรับพระบรมราชาภิเษกแล้ว

พระราชวินิจฉัย = พระมหากษัตริย์ทั่วไป สมเด็จพระบรมราชินีนาถ

= และพระราชวงศ์ที่ดำรงพระอิสริยศักดิ์สูงทรงเศวตฉัตร ๗ ชั้น

พระวินิจฉัย = พระราชวงศ์ชั้นเจ้าฟ้า พระองค์เจ้า




ความคิด

พระราชดำริ = พระมหากษัตริย์ และ พระราชวงศ์ชั้นสูง

พระดำริ = พระราชวงศ์


รู้

ทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท = พระมหากษัตริย์ , สมเด็จพระบรมราชินีนาถ

ทราบฝ่าละอองพระบาท = พระบรมวงศ์ชั้นสูง

ทราบฝ่าพระบาท, ทรงทราบ = พระราชวงศ,์ พระองค์เจ้า, หม่อมเจ้า


ขอเพิ่มเติมเท่าที่ทราบมานะคะ

ฝ่าละอองธุลีพระบาท หมายถึง ฝุ่นที่อยู่ใต้พระบาท ( เท้า ) ก็หมายถึง พวกเราเองทำนองนี้น่ะค่ะ
[/color]



ให้

พระราชทาน = พระมหากษัตริย์ และพระราชวงศ์ ตั้งแต่ชั้นเจ้าฟ้าขึ้นไป

ประทาน = พระองค์เจ้า หม่อมเจ้า



ให้

ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย = พระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์

(ของเล็ก) ชั้นสูง น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย

(ของใหญ่หรือของจำนวนมาก) ถวาย (สิ่งที่เป็นนามธรรม)

กระหม่อม แปลว่า กลางยอดแห่งศีรษะค่ะ g8.gif

ถวาย = พระราชวงศ,์ พระสงฆ์



ตาย

สวรรคต, เสด็จสวรรคต = พระมหากษัตริย์ และพระราชวงศ์ ชั้นสูง

วงคต, เสด็จทิวงคต = พระมหากษัตริย์ต่างประเทศ
= กรมพระราชวังบวรสถานมงคล
= พระราชวงศ์ที่ดำรงพระอิสริยศักดิ์สูง ทรงเศวตฉัตร ๗ ชั้น
= เจ้าฟ้าซึ่งได้รับการเฉลิมพระยศ พิเศษ แต่ยังทรงฉัตร ๕ ชั้น*



........................................


สองประโยคนี้ สงสัยค่ะ แต่ว่าติดไว้ก่อนนะค่ะ emotion_048.gif emotion_048.gif

พระราชวงศ์ที่ดำรงพระอิสริยศักดิ์สูง ทรงเศวตฉัตร ๗ ชั้น
เจ้าฟ้าซึ่งได้รับการเฉลิมพระยศ พิเศษ แต่ยังทรงฉัตร ๕ ชั้น*


...........................................................



สิ้นพระชนม์ = พระราชวงศ์ชั้นเจ้าฟ้า, พระองค์เจ้า,
= สมเด็จพระสังฆราชเจ้าและสมเด็จ พระสังฆราช


สิ้นชีพตักษัย, ถึงชีพิตักษัย = หม่อมเจ้า

ถึงแก่พิราลัย = เจ้าประเทศราช เจ้าผู้ครองนครสมเด็จเจ้าพระยา

ถึงแก่อสัญกรรม = ผู้มีบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยา

- ปัจจุบันใช้กับผู้ที่ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ประธานวุฒิสภา ประธานองคมนตรี องคมนตรี รัฐบุรุษ ประธานสภา ผู้แทนราษฎร ประธานศาลฎีกา ผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราช อิสริยาภรณ์ชั้นปฐมจุลจอมเกล้า


ถึงแก่อนิจกรรม = ผู้มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยา

- ปัจจุบันอนุโลมใช้กับผู้ได้รับ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตั้งแต่ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย หรือทุติยจุลจอมเกล้า และทุติย จุลจอมเกล้าวิเศษ ข้าราชการตั้งแต่ ระดับ ๙ ขึ้นไป


ถึงแก่กรรม = สุภาพชนทั่วไป



รูปถ่าย

พระบรมฉายาลักษณ์,พระบรมรูป = พระมหากษัตริย์

พระฉายาลักษณ,์ พระรูป = สมเด็จพระบรมราชินีนาถ และพระราชวงศ์ทั่วไป



รูปวาด, รูปเขียน

พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์,พระบรมสาทิสลักษณ = พระมหากษัตริย์

พระสาทิสลักษณฐ์ พระรูปเขียน = สมเด็จพระบรมราชินีนาถ และพระราชวงศ์ตั้งแต่ชั้น

พระองค์เจ้าขึ้นไป



รูปหล่อ รูปปั้น

พระบรมรูปหล่อ,พระบรมรูปปั้น = พระมหากษัตริย์

พระรูปหล่อ, พระรูปปั้น = สมเด็จพระบรมราชินีนาถ และพระราชวงศ์ทั่วไป

อนุสาวรีย์ พระบรมราชานุสาวรีย์ = พระมหากษัตริย์

พระบวรราชานุสาวรีย์ = สมเด็จพระบวรราชเจ้ากรมพระราชวังบวร

พระราชานุสาวรีย์ = พระราชวงศ์ชั้นสูง

พระอนุสาวรีย์ = พระราชวงศ์



ชื่อ

พระปรมาภิไธย ,พระบรมนามาภิไธย = พระมหากษัตริย์

พระนามาภิไธย = พระราชวงศ์ชั้นสูง

พระนาม = พระราชวงศ์


รายงาน

กราบบังคมทูลรายงาน = พระมหากษัตริย์ และพระราชวงศ์ชั้นสูง

กราบทูลรายงาน ถวายรายงาน = พระราชวงศ์



ข้อ ๖ รับสั่ง ตรัส ดำรัส พระราชดำรัส พระราชกระแส


ราชาศัพท์ทั้ง ๕ คำนี้ แปลว่า คำพูด หรือ พูด แต่ “พระราชดำรัส พระราชกระแส” ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์

ส่วน “รับสั่ง ตรัส ดำรัส” ใช้สำหรับเจ้านายในพระบรมราชวงศ์

ในหนังสือเก่าหลายๆ ฉบับ มีคำว่า รับสั่ง ตรัส ดำรัส ใช้กับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่เหมือนกัน ถ้าเป็นเรื่องธรรมดาสามัญไม่ใช่ราชการ ท่านใช้ “รับสั่ง” หรือ “ตรัส” ถ้าเป็นราชการเรื่องสำคัญก็ใช้เป็นทางราชการว่า “พระราชดำรัส พระราชกระแส” ถ้าเป็นคำสั่งซึ่งตราเป็นตัวบทกฎหมายก็ใช้ว่า “พระบรมราชโองการ”

ข้อ ๗ ทรงพระผนวช

คำว่า ผนวช เป็นกริยาราชาศัพท์อยู่แล้ว ตามหลักไม่ต้องใช้คำว่า “ทรง” นำหน้า แต่สำหรับพระมหากษัตริย์ใช้ว่า “ทรงพระผนวช”

ข้อ ๘ เสด็จพระราชดำเนิน เสด็จ

คำว่า “เสด็จ” นั้น กริยาแท้อยู่ที่คำที่ตามหลังมา เช่น เสด็จขึ้น เสด็จลง เสด็จเข้า เสด็จออก เสด็จประพาส เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เสด็จสวรรคต เป็นต้น จะเห็นได้ว่า กริยาหลักที่เป็นเนื้อความอยู่ที่ คำหลังทั้งสิ้น การใช้ เสด็จ ในรูปแบบนี้ พอเทียบได้กับคำว่า ทรง ที่เติมลงหน้ากริยาต่างๆ นั่นเอง เขมรก็ใช้เช่นนี้เหมือนกัน และยังใช้ในอีกความหมายหนึ่ง คือหมายถึง กษัตริย์ หรือผู้ที่มิใช่ราษฎรสามัญ ดังคำที่พูดว่า รับเสด็จ ส่งเสด็จ

คำว่า “เสด็จพระราชดำเนิน” และ “เสด็จ” ในความหมายว่า การเดินทางไปมาโดยยานพาหนะ โดยกระบวนแห่ตามโบราณราชประเพณี หรือเดินไปตามลาดพระบาท

เสด็จพระราชดำเนิน ใช้เฉพาะกับพระมหากษัตริย์ พระบรมราชินี พระยุพราช และเจ้านายชั้นสูงที่เฉลิมพระเศวตฉัตร ๗ ชั้น จะใช้แก่เจ้านายชั้นรองลงมาไม่ได้ ปัจจุบันใช้กับเจ้านายตั้งแต่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ขึ้นไป ฉะนั้น การเดินทางจะไป จะมา จะกลับ จะแปรพระราชฐานฯลฯ ต้องเติมคำอันเป็นใจความสำคัญไว้ข้างหลังด้วย เช่น เสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนรถพระที่นั่งไปยังพระบรมมหาราช- วัง เสด็จพระราชดำเนินกลับ เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ วังไกลกังวล

เสด็จพระราชดำเนิน สามารถใช้คำย่อว่า เสด็จฯ ก็ได้ สำหรับเจ้านายชั้นรองลงมาใช้ว่า เสด็จ

อนึ่ง คำว่า เสด็จพระดำเนิน ไม่มีใช้ในราชาศัพท์ มีแต่ ทรงพระดำเนิน แปลว่า เดิน สำหรับพระมหากษัตริย์และ พระราชวงศ์ และ ทรงดำเนิน สำหรับหม่อมเจ้า



ข้อ ๙ ความหมายของการพระราชพิธี การพระราชกุศล และรัฐพิธี

การพระราชพิธี หมายความถึง งานพิธีซึ่งพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดขึ้น อาจเป็นงานประจำปี หรืออาจเป็นงานจร และในงานนั้นอาจมีพิธีกรรม ทั้งทางพระพุทธศาสนาหรือพิธีกรรมตามลัทธิอื่นด้วย เช่น พิธีตามลัทธิพราหมณ์

พระราชพิธีประจำปี เป็นพระราชพิธีที่มีตามวาระเมื่อถึงรอบปี เช่น พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระราชพิธีฉัตรมงคล พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นต้น ส่วนพระราชพิธีจร หมายถึง พระราชพิธีที่พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบขึ้นในมหามงคลสมัยพิเศษต่างๆ นอกเหนือจากพระราชพิธีปรกติประจำแผ่นดิน เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธี มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาห้ารอบ พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก เป็นต้น

การพระราชกุศลนั้น หมายถึงงานซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดขึ้นตามพิธีกรรมในทางพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ เช่น การทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในวันวิสาขบูชา หรือวันมาฆบูชา เป็นต้น

ส่วนรัฐพิธีนั้น หมายถึงงานที่รัฐบาลได้กำหนดขึ้นให้เป็นงานพิธีของรัฐ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปในพิธีนั้นด้วย เช่น รัฐพิธีฉลองวันพระราชทานรัฐธรรมนูญ รัฐพิธีพระบรมราชานุสรณ์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นต้น

ข้อ ๑๐ วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันพระบรมราชสมภพ

“วันเฉลิมพระชนมพรรษา” มิได้หมายความว่าเป็น “วันพระบรมราชสมภพ” แต่เป็นเพียงวันบำเพ็ญพระราชกุศลเฉลิมฉลองเนื่องในมหามงคลคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ที่ได้เวียนมาบรรจบครบรอบอีก ปีหนึ่งเท่านั้นเอง วันพระบรมราชสมภพมีวันเดียว คำสามัญเรียกว่า วันเกิด วันถือกำเนิด

“วันพระบรมราชสมภพ” ในรัชกาลปัจจุบัน คือวันจันทร์ที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๐ ส่วนวันที่ ๕ ธันวาคม ของทุกปีที่ผ่านมา มิใช่วันพระบรมราชสมภพ แต่เป็น “วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ”

ข้อ ๑๑ พระชนมพรรษา พระชนมายุ พระชันษา

คำราชาศัพท์ทั้ง ๓ คำนี้ แปลว่า อายุ สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ใช้คำว่า “พระชนมพรรษา” (แต่ก่อน ในหนังสือเก่า ท่านใช้ว่า พระชนมายุ ก็มี) และใช้คำว่า “พรรษา” แทน “ปี”

สมเด็จพระบรมราชินี สมเด็จพระบรมราชชนนี สมเด็จพระยุพราช สมเด็จพระอนุชาธิราช สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สมเด็จพระบรมราชกุมารี และสมเด็จพระสังฆราชเจ้า สกลมหาสังฆปริณายก ผู้ได้รับ มหาสมณุตมาภิเษก เป็น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า แล้ว ต้องใช้คำว่า “พระชนมายุ” แทน “อายุ” และใช้คำว่า “พรรษา” แทน “ปี”

ส่วนพระบรมวงศานุวงศ์ นอกจากที่กล่าวแล้ว ใช้คำว่า “พระชันษา” แทนคำว่า “อายุ” และจำนวนปี ก็คงใช้ว่า “ปี” ไม่เปลี่ยนเป็น “พรรษา”


ข้อ ๑๒ คำว่า “พระบรมราชวโรกาส”

เป็นอีกคำหนึ่งที่ใช้ผิดกันมาก หรือบางทีก็ใช้สับสนกับคำว่า “พระราชวโรกาส” เช่น ใช้ว่า ในพระบรมราชวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ในพระราชวโรกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ เช่นนี้ไม่ถูกต้อง เพราะ

“พระบรมราชวโรกาส” เป็นคำสำหรับพระมหากษัตริย์

“พระราชวโรกาส” เป็นคำสำหรับ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมราชินี สมเด็จพระบรมราชชนก-ชนนี สมเด็จพระยุพราช รวมทั้ง สมเด็จพระบรมราชกุมารี แต่มีข้อจำกัดให้ใช้ได้เพียงสองกรณี จำง่ายๆ ว่า จะใช้เมื่อเป็นการขอโอกาส กับ ให้โอกาส เท่านั้น คือ ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส หรือขอพระราชทานพระราชวโรกาส กับ พระราชทานพระบรมราชวโรกาส หรือพระราชทานพระราชวโรกาส ในกรณีอื่นๆ หรือเนื้อความอื่นๆ ให้ใช้โอกาส เช่น

ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายที่ดิน

ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ พระราชทาน พระบรมราโชวาทแก่ผู้เข้าเฝ้า ฯ ด้วย

ข้อ ๑๓ คำว่า หมายกำหนดการ กำหนดการ

คำ ๒ คำนี้ ไม่ใช่ราชาศัพท์ แต่เป็นคำที่เกี่ยวกับประเพณี ในราชสำนัก มักมีผู้นำไปใช้ปะปนกัน โดยเข้าใจว่า หมายกำหนดการ ใช้สำหรับงาน หรือพิธีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือพระราชวงศ์ชั้นสูง เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธานของพิธี หรือมาทรงร่วมงาน ถ้าเป็นงานของบุคคลธรรมดาให้ใช้คำว่า “กำหนดการ” นับว่าเป็น ความเข้าใจที่ยังคลาดเคลื่อน

คำว่า “หมายกำหนดการ” หมายถึง เอกสารกำหนด ขั้นตอนของงานพระราชพิธี งานพระราชกุศล และรัฐพิธี ซึ่งสำนัก พระราชวังจัดทำขึ้นตามพระบรมราชโองการ ในต้นหมายจะระบุไว้แน่ชัดว่า “นายกรัฐมนตรี หรือเลขาธิการพระราชวัง รับพระบรมราชโองการ เหนือเกล้าฯ สั่งว่า ...” เสมอไป และสำนักพระราชวังจะต้องส่งต้นหมายกำหนดการดังกล่าวนี้ เสนอนายกรัฐมนตรีลงนามรับสนอง พระบรมราชโองการ เพื่อให้เป็นพระบรมราชโองการที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ เช่น หมายกำหนดการพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุ เท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระปฐมบรมกษัตริยาธิราชแห่งพระราชวงศ์จักรี หมายกำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันวิสาขบูชา เป็นต้น

ส่วน “กำหนดการ” ใช้สำหรับพระราชวงศ์และบุคคลสามัญทั่วไป เป็นเพียงเอกสารกำหนดขั้นตอนของงานทั่วไปที่ ส่วนราชการหรือเอกชนได้จัดขึ้น โดยเขียนไว้ในบัตรหรือบอกด้วยวาจา ให้ผู้ที่ไปร่วมงานหรือร่วมพิธีได้ทราบว่า มีรายการใด วันเวลาใด สถานที่ใด แม้ว่างานนั้นๆ จะเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับเบื้องพระยุคลบาท เช่น เป็นงานที่ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมงาน แต่ถ้างานดังกล่าวนั้นมิใช่งาน พระราชพิธี งานพระราชกุศล หรือรัฐพิธี ซึ่งมีพระบรมราชโองการให้กำหนดขึ้นแล้ว จะเรียกว่าหมายกำหนดการไม่ได้ ต้องเรียกว่า “กำหนดการ” ทั้งสิ้น เช่น พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนิน มาเป็นองค์ประธานในพิธี แต่งานนี้มิใช่พระราชพิธีที่มีพระบรม-ราชโองการให้จัดขึ้น หากแต่เป็นงานที่ทางราชการทหารจัดขึ้นเพื่อแสดงความสวามิภักดิ์ต่อพระองค์ท่าน จึงใช้ว่า “กำหนดการ”

ข้อ ๑๔ คำว่า ประทับนั่ง ประทับยืน

ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเวลานี้ เป็นการใช้คำที่ไม่ถูกต้อง คำว่า “ประทับ” ในราชาศัพท์แปลว่า “นั่ง” อยู่แล้ว จะเติมคำว่านั่งให้ทับศัพท์ ทำไมก็ไม่ทราบ จริงอยู่คำว่าประทับ แปลว่า “อยู่” ก็ได้ แต่การใช้ราชาศัพท์ที่ถูกต้องว่า ประทับพระเก้าอี้ คงไม่มีใครที่ไหน จะเข้าใจว่า อยู่เก้าอี้ แน่ ต้องเข้าใจว่านั่งเก้าอี้ทั้งนั้น จึงไม่ควรใช้ประทับนั่ง ให้ใช้ประทับพระเก้าอี้ ส่วนคำว่า “ยืน” ให้ใช้ราชาศัพท์ว่า “ทรงยืน” หากใช้ว่า “ประทับยืน” ก็ยังนึกไม่ออกเลยจะอยู่ในอิริยาบถอย่างไร เพราะว่า จะต้องทั้งนั่งและยืนในเวลาเดียวกัน (ครึ่งนั่งครึ่งยืนกระมัง!)

ข้อ ๑๕ การใช้คำว่า “ใน” แทน “ของ” ในประโยคราชาศัพท์

คำว่า “ของ” ซึ่งใช้เป็นคำสำหรับนำหน้านามที่เป็นผู้ ครอบครองนั้น ถ้าผู้ครอบครองเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือพระบรมราชวงศ์ มักไม่นิยมใช้คำว่า “ของ” แต่จะเปลี่ยนเป็นใช้คำว่า “ใน” แทน เช่น ประโยคที่ว่า “สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ เป็น พระราชธิดาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” อย่างนี้ใช้ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนคำว่า “ของ” เป็น “ใน” คือต้องใช้ว่า “สมเด็จเจ้าฟ้า- จุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” สำหรับเจ้านายอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน ต้องใช้ “ใน” ทั้งสิ้น เช่น พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล เป็นพระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร หรือถ้าจะกล่าวเพียงว่า “พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรี-ราเมศร” ก็มีความหมายเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ยังมีการใช้คำว่า ”ใน” แทน “ของ” อยู่อีกมากมาย ซึ่งจะยกตัวอย่างไว้พอสังเขป ดังนี้

- ข้าทูลละอองธุลีพระบาทในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

- เจ้าจอมมารดาในรัชกาลที่ ๕

- พระราชหัตถเลขาในสมเด็จพระบรมราชินีนาถ

- พระราชโทรเลขในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

- พระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

- พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ

แต่ในการที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของในบางสิ่งบางอย่าง ท่านจะยังคงใช้คำว่า “ของ” ไม่เปลี่ยนไปใช้ว่า “ใน” เช่น สุนัขของพระองค์เจ้า ก. ที่ดิน ของพระองค์เจ้า ข. แต่มีข้อยกเว้นเมื่อจะกล่าวถึงห้างร้าน ธนาคาร ที่ได้รับพระราชทานตราตั้ง ท่านใช้ “ใน” เช่น พระราชทานตราตั้ง ให้เป็นธนาคารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัว

สำหรับประโยคที่แสดงให้เห็นว่าเป็นของพระบาทสมเด็จ- พระเจ้าอยู่หัว หรือพระราชวงศ์นั้น บางประโยคถ้าตัดคำว่า “ของ” ออกได้ ท่านก็ตัด เช่น ฉลองพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นต้น

ข้อ ๑๖ ถวายการต้อนรับ

คำที่ใช้ผิดบ่อยๆ อีกคำหนึ่ง คือ “ถวายการต้อนรับ” ในสมัยนี้ แทนที่จะใช้ว่า “ต้อนรับ” มักจะใช้ว่า “ให้การต้อนรับ” เมื่อใช้เป็น ราชาศัพท์ จึงเปลี่ยนคำว่า “ให้” เป็น “ถวาย” ใช้ว่า “ถวายการต้อนรับ” ซึ่งผิด คำว่าต้อนรับ มีราชาศัพท์ใช้อยู่แล้ว คือคำว่า รับเสด็จ จากปัญหาและข้อบกพร่องในการใช้คำราชาศัพท์ที่ได้นำมา กล่าวไว้ข้างต้นนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของราชาศัพท์ที่จะต้องใช้เป็นประจำในการเขียนหนังสือราชการ แต่มักใช้กันผิดๆ หรือมีปัญหาในการใช้ด้วยความไม่รู้และ/หรือไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ประการหนี่ง หรืออาจใช้ตามกัน (เห็นผู้ใหญ่ใช้ ก็เลยใช้ตาม) ด้วยความเข้าใจว่าเป็นตัวอย่างที่ถูกต้องแล้วอีกประการหนี่ง ดังนั้น จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อเขียนเรื่องนี้น่าจะอำนวยประโยชน์แก่ผู้ที่ปฏิบัติราชการ เพื่อจะได้ใช้ราชาศัพท์ได้อย่างถูกต้องตามประเพณีนิยมและช่วยกันเผยแพร่ความรู้ในการ
ใช้ราชาศัพท์ที่ถูกต้องต่อไปด้วย

อนึ่ง ผู้สนใจสามารถค้นคว้าหาความรู้เพิ่มได้จากหนังสือ ดังต่อไปนี้

๑. สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก

๒. ราชาศัพท์ ของสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

๓. รายงานผลงานวิจัย เรื่อง การใช้ราชาศัพท์ไทย ของ วรนันท์ อักษรพงศ์ จัดพิมพ์โดยโครงการเผยแพร่ผลงานวิจัย ฝ่ายวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย



h3.gif h3.gif h3.gif h3.gif
User is offlineProfile CardPM
Go to the top of the page
+Quote Post
Madam-Jung
post Apr 5 2008, 07:15 PM
Post #493


Advanced Member
***

Group: Members
Posts: 1,503
Joined: 29-February 08
Member No.: 130,599





เปิดวังเก่า "วังปารุสกวัน"


วังปารุสกวัน


user posted image


“วังปารุสกวัน” ตั้งอยู่ริมถนนราชดำเนินนอก เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ซึ่งทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสร็จสิ้นจากการสร้างพระราชวังดุสิตแล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้สรร้างที่ประทับสำหรับพระราชโอรสองค์สำคัญไว้ใกล้ๆ กับพระราชวังดุสิต สำหรับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร (ต่อมาเสด็จขึ้นครองเป็นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) และพระโอรสองค์รองสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถให้อยู่ใกล้ๆ กัน โดยมีเพียงกำแพงกั้นเท่านั้น บนถนนราชดำเนินนอก ที่พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนนี้ขึ้น เพื่อเป็นเส้นทางพระราชดำเนินจากพระราชวังดุสิตไปยังพระบรมมหาราชวัง โดยตำหนักด้านทิศเหนือ เรียกว่าตำหนักจิตรลดา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในความครอบครองของกรมตำรวจ ให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร


ส่วนตำหนักปารุสกวันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ แต่ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้สร้างวัลจันทรเกษม ซึ่งปัจจุบันเป็นกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเป็นที่ประทับของสมเด็จพรระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมารแทนตำหนักจิตรลดา จึงให้รวมตำหนักจิตรลดาและตำหนักปารุสกวันเข้าเป็นบริเวณเดียวกัน และทรงยกที่ดินให้กับพระอนุชาด้วย เพื่อแลกกับที่ดินบริเวณท่าว่าสุกรีของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ สำหรับชื่อของวังปารุสกวันนั้นมีความหมายคือเป็นชื่อของหนึ่งในสวนสี่แห่งของพระอินท
ร์ในสรวงสวรรค์ คือ สวนปารุสกวัน สวนมิสกวัน สวนจิตรลดา และสวนดุสิต

ตำหนักปารุสกวันเริ่มก่อสร้างเมื่อพ.ศ.2446 แล้วเสร็จพ.ศ.2448 โดยมีสถาปกนิกชาวอิตาเลียน 3 คนช่วยกันออกแบบ ได้แก่ นายตามาโย นายสก็อต และนายเบย์โรเลวี รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสั่งซื้อไม้สักจากห้างกิมเซ่งหลีเพื่อการสร้างพระที่นั่งอัมพรสถาน ตำหนักของสมเด็จพระพันวัสสาและวังปารุสกวันประมาณ 400 ต้น เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2446 และได้ให้กรมโยธาธิการซื้ที่ดินของราษฎรในบริเวณนั้นหลายสิบรายเพื่อรวมให้เป็นผืนให
ญ่ในราคาที่ยุติธรรม ได้พระราชทานทรัพย์เพื่อการนี้ทั้งหมดในการก่อสร้าง ดังมีค่าใช้จ่ายที่สามารถค้นหามาได้ดังนี้

1. ค่าใช้จ่ายทำกำแพงวังปารุสกวันยาว 275 เมตร เป็นเงิน 22,075 บาท
2. ค่าก่อสร้างตัวตำหนัก ยกเว้นหลังคา เป็นเงิน 61,173 บาท
3. ค่าใช้จ่ายในการทำถนนภายในวัง เป็นเงิน 1,583 บาท
4. ค่าใช้จ่ายในการทำท่อน้ำและระบบระบายน้ำ เป็นเงิน 6,229 บาท
5. ค่าขุดสระ เพื่อกลบที่ดินทำสนามหญ้า เป็นเงิน 1,967 บาท
6. ค่าใช้จ่ายทำหลังคาตำหนัก เพดานภายใน ปูพื้นหินอ่อนบันได ทำประตูหน้าต่าง ปูนปั้นลวดลายต่างๆ รางน้ำ สายล่อฟ้า และทาสี รวมเป็นเงินอีก 72,797 บาท





จะเห็นได้ว่าทรงสิ้นพระราชทรัพย์ไปเป็นอันมากทีเดียว สำหรับค่าของเงินในสมัยนั้น เพื่อให้ทันกับการกลับจากการศึกษาวิชาทหารจากประเทศรัสเซียในพ.ศ.2448 ของพระราชโอรส แต่ก็ประสบอุปสรรคเป็นอย่างมากในการก่อสร้าง ดังจะเห็นได้จากพระราชหัตถเลขาเร่งรัดไปยังเสนาบดีกระทรวงวัง เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2448 ว่า


“ให้เตือนว่า ลูกชายเล็กจะเข้ามาในประมาณเดือนสี่นี้เป็นแน่แล้ว เรือนไม่แล้วจะอยู่ที่ไหน นี้จะขี้ปดกันต่อไปวิกนั้นไม่ได้ เพราะไม่มีที่อยู่ จดหมายสั่งโยธาวังให้ไปกวดเร่งให้บ้านลูกชายเล็กแล้วในสามเดือนนี้


จุฬาลงกรณ์ ปร”




ต่อมาได้มีพระราชหัตถเลขาเล่าอุปสรรคในการสร้างตำหนักนี้ให้ทูลกระหม่อมจักรพงษ์ดังน
ี้





“สวนดุสิต
วันที่ 24 ธันวาคม ร.ศ.124
ถึง ลูกชายเล็ก




เรื่องบ้านได้เร่งกันมามากมาย พระสถิตออกยุ่งๆ ทิ้งงาน เขาว่าแกเล่นเบี้ยจนที่สุดนี้เปนอันเชื่อได้ว่าจะแล้วเสร็จในสามเดือนตั้งแต่วันนี้ ถ้ามาถึงก่อนนั้นก็จะต้องอาไศรยวังสราญรมย์ฤาเรือนที่สวนดุสิต

ตึกลูกโต (ทรงหมายถึงตำหนักจิตรลดาที่อยู่ใกล้กันของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ) นั้นแล้วนานแล้ว แต่แกไม่ขึ้นว่าจะให้ครอนิชเซ่อ (สถาปนิกอังกฤษที่จะมาสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม) มาถึงก่อน

ที่แท้เหนจะคับแคบกว่าที่วังสราญรมย์ จะเล่นลเมงลครอไรไม่ได้ ออกจะไม่อยู่

ในปีนี้งานวันเกิดแม่เล็กจะทำเปนพิเศศ มีความยินดีที่จะได้พบกันเร็วแล้ว


จุฬาลงกรณ์ ปร”




แต่ในที่สุด เมื่อทูลกระหม่อมจักรพงษ์เสด็จมาถึงเมืองไทย ตำหนักก็พร้อมที่จะเป็นที่พำนักถาวรของพระองค์ โดยที่พระบรมราชชนกหาได้ทราบไม่ว่าพระองค์นั้นได้ทรงแอบนำพระชายาชาวรัสเซียมาด้วย โดยให้อาศัยอยู่ที่สิงคโปร์ก่อน เสด็จเข้ามาเมืองไทยเพียงพระองค์เดียวก่อนเพื่อดูเหตุการณ์และหยั่งเชิง แต่เรื่องนี้ก็หาได้รอดไปจากพระเนตรพระกรรณของรัชกาลที่ 5 ไปได้ ดังที่ทรงพระราชหัตถเลขาไปยังทูลกระหม่อมจักรพงษ์ ดังนี้



“ สวนดุสิต
วันที่ 8 พฤษภาคม ร.ศ.125
ถึง เล็ก

พระรัตนาญัตติมีโทรเลขมาว่า นายพุ่มไม่ยอมกลับกรุงเทพ ว่าลาออกจากราชการแล้ว เรื่องราวเปนอย่างไรกัน
อนึ่ง เรื่องของตัวเองที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ เรียกตัวว่า มาดามพิศณุโลกนั้น มีอย่างไรฤา

สยามินทร์”



ท่านผู้อ่านจะเห็นว่าพระราชหัตถเลขาฉบับนี้ทรงกริ้วและเย็นชาอยู่ในที กล่าวคือ คำขึ้นต้นแทนที่จะเรียกลูกชายเล็ก กลับทรงเรียกเล็กเฉยๆ และคำลงท้ายก็ห้วนๆ ลงพระปรมาภิไธยว่า สยามินทร์แทนที่จะเป็นจุฬาลงกรณ์ ปร ดังที่ทรงเคยใช้


สำหรับด้านสถาปัตยกรรมของตัวตำหนักนั้น เป็นลักษณะแบบวิลล่าของอิตาเลียน แต่เดิมเป็นตึก 2 ชั้น มาต่อเติมเป็น 3 ชั้นในภายหลัง ราวพ.ศ.2554 ตำหนักปารุสกวันทาด้วยสีครีม ชั้นล่างของตำหนักประกอบด้วยห้องต่างๆ คือ ตรงจากทางขึ้นด้านหน้าเป็นห้องท้องพระโรง ติดกับท้องพระโรงเป็นห้องโถง ซึ่งมีมหาดเล็กเวรประจำอยู่สองคน เพื่อมีหน้าที่ติดต่อประสานงานต่างๆ ทั่วไปในวัง อาทิ รับโทรศัพท์และให้การต้อนรับผู้จะเข้าเฝ้า


ต่อจากนั้นเป็นห้องรับแขกขนาดใหญ่ ซึ่งตกแต่งด้วยสีน้ำเงิน สำหรับห้องรับแขกนี้ หม่อมคัทรินเป็นผู้ออกแบบการตกแต่งให้มีความสง่างามยิ่งขึ้น โดยผสมผสานระหว่างชุดโซฟาและเก้าอี้นั่งแบบตะวันตกที่มีเบาะหุ้มด้วยผ้าลายดอกไม้ มีการประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์พระบรมวงศานุวงศ์ตามห้องต่างๆ รวมทั้งห้องรับแขกใหญ่นี้ด้วย มีการประดับโต๊ะมุกแบบไทยตลอดจนตู้ลายรดน้ำตู้โชว์แต่ละตู้มีของประดับภายในตู้ อาทิ เครื่องลายคราม เครื่องแก้ว และเครื่องมุกต่างๆ รวมทั้งของที่ระลึกต่างๆ ที่หม่อมคัทรินซื้อมาจากที่ต่างๆ ที่ได้ไปเที่ยวมา


ถัดจากห้องนั่งเล่นไปเป็นห้องเสวยใหญ่ ซึ่งใช้เสวยพระกระยาหารค่ำ ทุกๆ วันจะมีผู้มาร่วมโต๊ะเสวยประมาณ 12-20 คน สำหรับห้องเสวยนี้ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทรงออกแบบให้เป็นแบบห้องรับประทานอาหารอย่างผู้ดีอังกฤษ


ชั้นสองของตำหนักปารุสกวันเป็นส่วนของหม่อมคัทริน ซึ่งมีห้องนอน ห้องแต่งตัว ห้องน้ำ ห้องเขียนหนังสือ และห้องเขียว ซึ่งเป็นห้องเปียโน ใกล้ห้องนี้เป็นห้องบรรทม และห้องเล่นของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ พระโอรส


ชั้นสามของตำหนักปารุสกวันเป็นส่วนที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ซึ่งมีห้องบรรทมที่กว้างขวางมาก ติดกับห้องบรรทมเป็นห้องแต่งพระองค์และห้องสรง อีกต้านหนึ่งของชั้นสามเป็นห้องพระ ซึ่งใช้เป็นที่สวดมนต์ไหว้พระและถวายดอกไม้บูชาพระพระพุทธรูป และห้องประดิษฐานพระบรมอัฐิและพระอัฐิ โดยจะมีการบำเพ็ญพระกุศลเป็นประจำด้วย


นอกจากนี้ ยังมีดาดฟ้าใหญ่ซึ่งเป็นที่สำหรับพักผ่อนชมวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันสภาพของห้องหับต่างๆ ยังคงอยู่ในสภาพดี ยกเว้นเครื่องเรือนที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา


น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ที่ชีวิตครอบครัวของทูลกระหม่อมต้องมีอันเลิกร้างกันไป ทรงพระสำราญที่ตำหนักแห่งนี้ที่สร้างจากพระราชทรัพย์ของรัชกาลที่ 5 สั้นนัก และเสด็จทิวงคตในพ.ศ.2463 หลังจากประทับอยู่เพียง 14 ปี เท่านั้น


หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พวกคณะราษฎร์ได้ยึดพระตำหนักทั้งสองเป็นของรัฐบาล ดังที่ได้กระทำการแบบเดียวกันนี้กับวังเจ้านายอีกหลายแห่ง เช่น วังบางขุนพรหม เป็นต้น เพื่อใช้เป็นที่ทำการของรัฐบาล ปัจจุบันนี้ ตำหนักวังปารุสกวันอยู่ในความครอบครองของสำนักนายกรัฐมนตรี โดยใช้เป็นที่ทำการของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งได้ทำนุบำรุงรักษาตัวตำหนักไว้เป็นอย่างดี พร้อมกับได้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ของวังปารุสกวันด้วยที่บริเวณชั้นสามอย่างสวยงามด้วย



ที่มา : พลอยแกมเพชร ปีที่ 6 ฉบับที่ 137 15 ตุลาคม 2540


User is offlineProfile CardPM
Go to the top of the page
+Quote Post
Madam-Jung
post Apr 5 2008, 07:21 PM
Post #494


Advanced Member
***

Group: Members
Posts: 1,503
Joined: 29-February 08
Member No.: 130,599






มารู้จัก วังปารุสกวัน กันนะคะ
emotion_010.gif emotion_010.gif



user posted image

วังปารุสกวัน หรือย่อว่า วังปารุสก์ ตั้งอยู่หัวมุมถนนศรีอยุธยา ตัดกับถนนราชดำเนิน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เป็นวังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นวังที่ประทับของจอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ พระราชโอรสในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสที่ทรงสำเร็จการศึกษาวิชาการทหาร จากประเทศรัสเซีย เมื่อ พ.ศ. 2449 ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการตำรวจ

ประวัติ
วังปารุสกวัน เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2446 ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาเลียน 3 คน คือ นายตามานโญ นายสก็อตส์ และนายเบย์โรเลรี แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2448 มีพิธีขึ้นพระตำหนักใหม่เมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2449 และได้เสด็จประทับพระตำหนักนี้ตลอดพระชนมายุ ลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นแบบคลาสสิก ก่ออิฐถือปูน ตามแบบวิลลาของอิตาลี ก่ออิฐถือปูน ทาสีครีม เดิมตัวพระตำหนักมี 2 ชั้น โดยชั้นล่างเป็นท้องพระโรง และห้องรับแขก ห้องพักผ่อน ส่วนชั้นบนจัดเป็นบริเวณที่ประทับส่วนพระองค์ ห้องพระชายา ห้องพระบรรทม ห้องแต่งพระองค์ ห้องสรง และห้องทรงพระอักษร ต่อมามีการต่อเติมตัวพระตำหนักเพิ่มเป็น 3 ชั้น โดยชั้นบนจัดเป็นห้องพระบรรทม

ชื่อวังปารุสกวันได้มาจากชื่อสวนของพระอินทร์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มี 4 แห่งคือ สวนมิสกวัน สวนปารุสกวัน สวนจิตรลดาวัน และสวนนันทวัน

ภายในวังปารุสก์ยังมีตำหนักอีกองค์หนึ่ง คือ ตำหนักสวนจิตรลดา ซึ่งแต่เดิมเป็นของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงย้ายไปประทับที่พระราชวังดุสิต ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานตำหนักสวนจิตรลดา แลกเปลี่ยนกับที่ดินบริเวณท่าวาสุกรี ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษภูวนาถ และโปรดฯ ให้รื้อกำแพงที่คั่นกลางออก รวมตำหนักทั้งสองเข้าด้วยกัน ส่วนกำแพงสร้างที่ใหม่ทรงให้ประดับตราจักรและกระบอง ซึ่งเป็นตราประจำพระองค์ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษภูวนาถ ไว้ที่ประตูกำแพงโดยรอบ

เมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถเสด็จทิวงคต เมื่อ พ.ศ. 2463 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้พระราชอำนาจตามกฎหมายระงับพินัยกรรมของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ที่ทรงระบุให้ยกทรัพย์สินทั้งหมดแก่หม่อมเจ้าหญิงชวลิตโอภาส ชายาพระองค์ใหม่ โดยมีพระบรมราชโองการให้โอนวังปารุสกวันกลับคืนเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 วังปารุสกวัน เป็นที่ทำการของสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา ก่อนจะย้ายไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม ปัจจุบันใช้เป็นที่ทำการของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์กรมตำรวจ และกองบัญชาการตำรวจนครบาล

นอกจากนี้ วังปารุสกวัน ยังเคยเป็นสถานที่แข่งขันรายการเกมโชว์ทางโทรทัศน์อัจฉริยะข้ามคืน ล้านที่ 5 อีกด้วย

ลักษณะอาคาร
เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2-3 ชั้น มีรูปทรงและ ลวดลายปูนนั้นแบบยุโรป สร้างอย่างวิจิตร บรรจง หลังคาเป็นกระเบื้องว่าว ด้านหน้ามีมุข ยื่นออกมาจากตัวตำหนัก ด้านบนเป็นห้องส่วนตัว ด้านล่าง เป็นที่เทียบรถ

มีมุขเทียบรถที่เป็นลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมยุคนี้ เนื่องจาก เริ่มมีการใช้รถเป็นพาหนะแล้ว ซุ้มพระแกลชั้นบน เน้นด้วยลายปูนปั้นแบบตะวันตก ชั้นล่างเน้นด้วย ลายรูปโค้งลวดลายคล้ายกับ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต สันนิษฐานว่าสร้างในเวลาใกล้เคียง กัน บานพระแกลที่ไม่ได้เป็นกระจกจะเป็น บานเกล็ดไม้ตอนล่างเปิดเป็นบานกระทุ้งได้ ตอนบนเป็นช่องแสงไม้ฉลุลายทุกบาน


emotion_093.gif emotion_093.gif
User is offlineProfile CardPM
Go to the top of the page
+Quote Post
Madam-Jung
post Apr 5 2008, 08:07 PM
Post #495


Advanced Member
***

Group: Members
Posts: 1,503
Joined: 29-February 08
Member No.: 130,599





สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี



user posted image

สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ



จอมพล สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ (3 มีนาคม พ.ศ. 2426-13 มิถุนายน พ.ศ. 2463) ทรงเป็นต้นราชสกุล "จักรพงษ์"เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 40 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และองค์ที่ 4 ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระพันปีหลวง และทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็กตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระเจ้าซาร์
นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย และได้รับอุปการะเสมือนพระญาติวงศ์แห่งพระราชวงศ์โรมานอฟด้วยผู้หนึ่ง เมื่อเสด็จกลับประเทศไทย ทรงรับราชการทหารเป็นเสนาธิการทหารบก อันเป็นตำแหน่งสำคัญในการรบทั้งในยามปกติและในยามสงคราม โดยทรงริเริ่มจัดตั้งโรงเรียนเสนาธิการ ทรงเป็นผู้วางรากฐานการบินในเมืองไทย จนได้รับพระสมัญญานามว่า "พระบิดาแห่งกองทัพอากาศไทย"



user posted image


ตรารูปจักรและกระบอง ตราประจำราชสกุลจักรพงษ์


ในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้น มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระยศจากนายพลเอกเป็นจอมพล ทรงจัดส่งทหารอาสาไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ในทวีปยุโรป ต่อมาสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ เสด็จทิวงคตด้วยพระโรคพระปับผาสะ ขณะเสด็จไปประทับพักผ่อนพระวรกายที่สิงคโปร์ พระชนม์เพียง 37 พรรษา เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2463

ทางด้านชีวิตส่วนพระองค์ ทรงเสกสมรสกับพระชายาชาวรัสเซียชื่อ เอกาเทรินา (คัทริน) อิวานอฟนา เดนิตสกายา มีพระโอรสหนึ่งพระองค์ คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงหย่าขาดจากหม่อมคัทริน ขณะที่พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ พระโอรสมีพระชันษาได้ 12 ปี ต่อมาพระองค์ก็ได้ทูลขอพระบรมราชานุญาตจะทำการสมรสกับหม่อมเจ้าหญิงชวลิตโอภาส รพีพัฒน์ ต่อสมเด็จพระราชชนนี และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่จะด้วยเหตุผลใดไม่ทราบชัด พระองค์ก็ไม่ได้ทรงรับพระบรมราชานุญาต จึงทรงร่วมชีวิตกันเองโดยมิได้มีพิธีสมรส


พระประวัติ

จอมพล สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 40 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และองค์ที่ 4 ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ[3] (เป็นพระยศ ณ ตอนนั้น ปัจจุบันเป็น สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง) (พระนามเดิม พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงประสูติในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2425 มีพระเชษฐภคินีและพระอนุชาร่วมพระมารดา[4] คือ

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย กรมพระเทพนารีรัตน์ (พ.ศ. 2421 - พ.ศ. 2430)

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2423 - พ.ศ. 2468)
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าตรีเพ็ชรุตม์ธำรง (พ.ศ. 2424 - พ.ศ. 2430)

จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ (พ.ศ. 2425 - พ.ศ. 2463)

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ (พ.ศ. 2428 - พ.ศ. 2430)

พลเรือเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา (พ.ศ. 2432 - พ.ศ. 2467)

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย (พ.ศ. 2435 - พ.ศ. 2466)

และ
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2436 - พ.ศ. 2484)




user posted image

จากซ้าย: สมเด็จฯ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมขุนนครราชสีมา,สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร (ร.6), สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ, สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ, สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย และ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ (ร.7)



การศึกษา

สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ เมื่อครั้นทรงพระเยาว์ได้ทรงศึกษาวิชาหนังสือไทยกับพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) และขุนบำนาญวรวัฒน์ (สิงโต) ในพระบรมมหาราชวัง ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งโรงเรียนราชกุมารในพระบรมมหาราชวังแล้ว ได้ทรงเข้าเรียนในโรงเรียนนี้ได้ทรงศึกษาวิชาภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยมีครูสอนภาษาอังกฤษคือ นายวุลสเลย์ ลูวีส และนายเยคอล พิลด์เยมส์ เมื่อพระองค์มีพระชนม์ได้ 9 พรรษา ได้ทรงสถาปนาพระอิสริยยศเป็น กรมขุนพิษณุโลกประชานารถเมื่อมีพระชนมายุได้ 14 พรรษา ได้เสด็จไปทรงศึกษา ในประเทศอังกฤษเพื่อเล่าเรียนภาษาอังกฤษ ทั้งขนบธรรมเนียม ประเพณีของคนอังกฤษและชาวยุโรปชั้นสูง ในปี พ.ศ. 2439



user posted image
สมเด็จเจ้าฟ้าชายจักรพงษภูวนารถ เมื่อเข้าประจำโรงเรียนเสนาธิการ


ในปี พ.ศ. 2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก ก็ได้เสด็จไปเยี่ยมสมเด็จพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย ซึ่งเป็นพระสหายของพระองค์ พระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ 2 ครั้งยังทรงเป็นมกุฎราชกุมารได้เคยเสด็จเมืองไทยเมื่อวันที่ 20-24 มีนาคม พ.ศ. 2433 และทางราชสำนักไทยได้ถวายการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ จนพระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ 2 ทรงพอพระทัยอย่างสูงสุด

ต่อมาได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซียแล้ว สมเด็จพระเจ้าซาร์นิโคลัสฯ จึงได้ทรงชักชวนให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ส่งพระราชโอรสไปศึกษาที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งพระองค์ยินดีที่จะอุปการะเสมือนพระญาติวงศ์แห่งพระราชวงศ์โรมานอฟด้วยผู้หนึ่ง ดังนั้นในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2441 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ จึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ส่งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษภูวนารถ กรมขุนพิษณุโลกประชานารถ ซึ่งขณะนั้นทรงศึกษาอยู่ในประเทศอังกฤษอยู่แล้ว ให้เข้าศึกษาในโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็กตามพระราชประสงค์ของสมเด็จประเจ้าซาร์นิโคลัส
ที่ 2 แห่งรัสเซียต่อไป


สมเด็จเจ้าฟ้าชายจักรพงษภูวนารถ หรือ “ทูลกระหม่อมเล็ก” พระองค์นี้ ที่ได้ทรงศึกษาวิชาการทหารที่โรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก Corps de Pages ประเทศรัสเซีย เมื่อพระชนมพรรษา 16 ปี[9] ในการไปศึกษาของพระองค์ในประเทศรัสเซียคราวนั้น มีผู้ตามเสด็จไปร่วมเรียนด้วยคือ นายพุ่ม สาคร นักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงที่สอบชิงทุนได้เป็นครั้งแรก นายพุ่ม สาคร เป็นนักเรียนโรงเรียนมัธยมเทพศิรินทร์ โดยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้นายพุ่มฯ เข้ารับการศึกษาร่วมกับพระราชโอรสด้วย ทั้งนี้ก็ด้วยพระบรมราโชบายเพื่อต้องการให้พระราชโอรสได้มีคู่แข่ง ก่อให้เกิดขัติยะมานะพยายามเล่าเรียนอย่างเข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยสมเด็จพระเจ้าซาร์นิโคลัสฯ ได้รับสั่งให้นายพลตรี เคาน์ต เค็ลแลร์ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก และนายร้อยเอกวัลเดมาร์ฆรูลอฟฟ์ นายทหารม้ารักษาพระองค์ เป็นผู้ดูแลแทนพระองค์อย่างกวดขัน

ครั้นในปี พ.ศ. 2442 พระองค์ได้เสด็จกลับมาเยี่ยมเมืองไทยเป็นครั้งแรก ต่อมาพระองค์เสด็จกลับไปศึกษาต่อยังประเทศรัสเซียในปี พ.ศ. 2443 จนถึงปี พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของพระองค์ แล้วด้วยพระวิริยะอุตสาหะ ผลการสอบของพระองค์ในโรงเรียนนายร้อยฯ ปรากฏว่าพระองค์ทรงสอบไล่ได้ที่ 1 นายพุ่ม สอบได้เป็นที่ 2 ยิ่งกว่านั้นผลการสอบของพระองค์ในโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็กในราชสำนักกรุงรุสเซีย ทรงทำคะแนนได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของโรงเรียน ดังนั้นพระนามของพระองค์จึงได้ถูกจารึกไว้บนแผ่นศิลาอ่อนของโรงเรียน ในเวลาต่อมา ทั้งพระองค์ฯ และนายพุ่มได้รับการบรรจุเป็นนายทหารม้าประจำกรมทหารม้าฮุสซาร์ของสมเด็จพระเจ้าซาร์
นิโคลัสฯ ในปีนั้นเอง




user posted image
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฉายร่วมกับสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ


เมื่อทรงสำเร็จการศึกษา ได้เสด็จกลับมาเยี่ยมเมืองไทยในปี พ.ศ. 2446 พร้อมกันนั้นพระองค์ได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นนายร้อยเอก และในปีเดียวกันนั้นเองก็ได้เสด็จกลับเพื่อการศึกษาชั้นสูงต่อไป เข้าประจำโรงเรียนนายทหารฝ่ายเสนาธิการเป็นเวลา 2 ปี พร้อมกับนายพุ่ม พระสหายจนถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2448 ปรากฏว่าพระองค์ฯ ทรงสอบได้เป็นที่ 1 อีกครั้ง และสมเด็จพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ทรงพอพระทัยยิ่ง ได้ทรงแต่งตั้งให้เป็น นายพันเอกพิเศษในกองทัพบกรัสเซียและเป็นนายทหารพิเศษในกรมทหารม้าฮุสซาร์ของสมเด็จพร
ะจักรพรรดิ อีกทั้งยังพระราชทานสายสะพายเซนต์อันเดรย์ ซึ่งเป็นตราสูงสุดของประเทศรัสเซียสมัยนั้น รวมทั้งตราเซนต์วลาดิเมียร์อีกด้วย


ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5

เมื่อเสด็จกลับประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้ทรงดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ ยศนายพันเอก และได้ทรงเริ่มจัดการงานต่างๆ ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเยี่ยงอารยประเทศ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระยศสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนพิษณุโลกปรานารถจากนายพันเอกเป็นนายพลตรี และต่อมาพระองค์ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้รั้งหน้าที่เสนาธิการทหารบก และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เป็นเสนาธิการทหารบก อันเป็นตำแหน่งสำคัญในการรบทั้งในยามปกติและในยามสงคราม กับรั้งตำแหน่งเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบกอีกตำแหน่งหนึ่ง และทรงจัดการวาง แนวทางหลักสูตรการศึกษาโรงเรียนเสนาธิการและการคัดเลือกนายทหารที่มีคุณสมบัติอันเหม
าะสมเข้ารับการศึกษา

พ.ศ. 2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยทหารบก อีกตำแหน่งหนึ่ง พระภารกิจของพระองค์มีมากมายที่ต้องทรงปฏิบัติราชการทั้งกลางวันและกลางคืน ล้วนน่าเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ยังทรงแบ่งเวลาสำหรับแต่งและแปลตำราวิชาการทหารสำหรับทำการสอบ
นักเรียนนายร้อย ด้วยพระวิริยะอุตสาหะเป็นอย่างยิ่ง กับทั้งได้ทรงจัดระเบียบแบบแผนโรงเรียนนายร้อยขึ้นใหม่ โดยให้มีนักเรียนนายร้อยชั้นปฐม และนักเรียนนายร้อยชั้นมัธยมขึ้น

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมชนกนารถได้เสด็จสวรรคตในวันที่ 23 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2453 อันเป็นความวิปโยคอย่างใหญ่หลวงต่อพระบรมมหาราชจักรีวงศ์ และต่อปวงชนชาวไทยทั้งชาติยิ่งนัก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมารพระเชษฐาของพระองค์ เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 แล้ว ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระยศ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุนพิษณุโลกประชานารถ เป็นนายพลโท


ในรัชสมัยรัชกาลที่ 6

ในปี พ.ศ. 2454 ขณะที่พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหมนั้นเอง ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญคือข่าวการเตรียมการก่อการกบฏของ “คณะ ร.ศ. 130” โดยฝ่ายกบฏได้กำหนดจะใช้กำลังทหารในพระนครบางส่วนเข้าทำการยึดอำนาจในวันที่ 1 เมษายน อันเป็นวันขึ้นศกใหม่ ร.ศ. 131 (พ.ศ. 2455) ซึ่งกลุ่มทหารผู้ก่อการในครั้งนั้นล้วนเป็นลูกศิษย์ของพระองค์แทบทั้งสิ้น[15] ดังนั้นพระองค์จึงได้วางแผนและทำการจับกุมในตอนเช้าตรู่ของวันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2454 และทรงรับหน้าที่เป็นประธานอำนวยการพิจารณาโทษพวกนี้อย่างเคร่งครัด เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้พระองค์ขอลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม แต่รัชกาลที่ 6 ทรงยับยั้งไว้ ทรงให้เหตุผลว่าทรงเชื่อถือในพระราชอนุชา

ครั้นเมื่อเสร็จสิ้นการจับกุมกบฏในปีนั้นแล้ว สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมขุนพิษณุโลกประชานารถ ก็ได้เสด็จไปกรุงลอนดอนเป็นผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักร นอกจากนั้นในระหว่างประทับอยู่ในยุโรป พระองค์ยังได้ปฏิบติหน้าที่ราชการในการเชิญเจ้านายพระราชวงศ์ของเจ้าต่างประเทศในยุโ
รป เพื่อเสด็จมาในงานสมโภชน์พระบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2454 ครั้นวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2454 สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพิษณุโลกประชานารถ ก็ได้ทรงรับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าให้เลื่อนพระอิสริยยศจากกรมขุนฯ เป็นกรมหลวงฯ

เมื่องานราชาภิเษกพระบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสร็จสิ้น
ไปได้ด้วยดี ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนพิษณุโลกประชานารถ เสด็จออกไปช่วยงานนี้ต่างพระองค์เป็นอย่างดีเยี่ยม ทั้งได้เสด็จเยี่ยมราชสำนักต่างประเทศอีกหลายแห่งและได้ทรงมอบให้ตรวจงานต่าง ๆ อีกหลายแห่ง อันจะเป็นประโยชน์แก่ราชการของประเทศไทย จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้เลื่อนสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ จักรพงษ์ภูวนาถ กรมขุนพิษณุโลกประชานารถ ขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวง มีพระนามตามจารึกพระสุพรรณบัฏว่า

“สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าจักรพงษภูวนารถ นริศราชมหามกุฎวงศ์ จุฬาลงกรณ์นริจทร์สยามพิชิตินวรางกูลสมบูรณพิสุทธิชาติ วิมโลภาสอุภัยปักษ์ อรรควรรัตนขัตตยราชกุมาร กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถสิงหนาม ได้ทรงศักดินา 50,000 ตามพระราชกำหนดอย่างสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าต่างกรมในบรมราชตระกูลอันสูงศักดิ
์ จงเจริญพระชนมายุ วรรณะ พละ ปฏิญาณ คุณสารสมบัติสรรพสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล วิบูลศุภผล สากลเกียรติยศอิสริยศักดิ์มโหฬารทุกประการ”

และต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เลื่อนพระยศจากนายพลโทเป็นนายพลเอก ในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน

พ.ศ. 2454 ขณะทรงดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารบก ทรงเห็นความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องจัดหาอากาศยานไว้ป้องกันประเทศ จึงทรงดำริจัดตั้งกิจการการบินขึ้นเป็นแผนกหนึ่งของกองทัพบก ทรงจัดให้มีการคัดเลือกนายทหาร 3 นายไปศึกษาวิชาการบิน ณ ประเทศฝรั่งเศส จากนั้นกระทรวงกลาโหมได้สั่งซื้อเครื่องบินจากประเทศฝรั่งเศสมาด้วย จำนวน 8 เครื่อง จัดตั้งเป็นแผนกการบินที่สนามราชกรีฑาสโมสร (สนามม้าสระปทุม) อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายพลโท พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมขุนกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ต่อมาจอมพลสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทรงย้ายที่ตั้งแผนกการบิน มาที่ตำบลดอนเมืองตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2457 และทรงยกฐานะแผนกการบิน เป็นกองบินทหารบก ในวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2457



สงครามโลกครั้งที่ 1

ในปี พ.ศ. 2457 อาชดยุคฟรันซ์ เฟอร์ดินันด์ องค์รัชทายาทและพระชายาแห่งออสเตรีย ถูกชาวเซอร์เบีย เชื้อสายบอสเนียลอบปลงพระชนม์ ในประเทศเซอร์เบีย (ยูโกสลาเวีย) จากจุดนี้เองทำให้กลายเป็นชนวนของสงครามโลกครั้งที่ 1 พระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงเห็นการณ์ไกล เพราะทรงศึกษาสังเกตการณ์เคลื่อนไหนของคู่ศึกสงครามอย่างใกล้ชิด และในที่สุดพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงตัดสินพระทัยประกาศสงครามก
ับประเทศเยอรมนี หน้าที่ของพระองค์ส่วนราชการในตำแหน่งเสนาธิการทหารบก ซึ่งต้องกระทำการสงครามร่วมกับประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร เช่น การจัดกำลังทหารอาสาที่จะไปราชการสงครามยังทวีปยุโรป


user posted image
ทหารไทยเดินสวนสนามที่ประตูชัยประเทศฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่ 1


พระองค์ก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ให้ลุล่วงไปเป็นตามที่พระองค์ทรงวางแผนการไว้เป็นอย่า
งดียิ่ง ได้ทำการจับกุมชนชาติเยอรมันและชนชาติที่เข้ากับเยอรมันและยึดทรัพย์สินเชลยศึกในพระ
นครก็เป็นไปโดยเรียบร้อย ส่งกำลังทหารไปทำราชการสงครามในคราวนั้นได้จัดเป็น 2 กอง คือกองบินทหารบก, กองรถยนต์ทหารบก กับหน่วยแพทย์อีก 1 หน่วย มีกำลังพลทั้งสิ้น 2,287 นายและในเดือนธันวาคมปีนั้นเอง ก็ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระยศจากนายพลเอกสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถเป็นจอมพล แต่แทนที่พระองค์จะทรงดีพระทัยเช่นบุคคลทั้งหลายกลับปรากฏว่าไม่สู้จะเต็มพระทัยเลย เพราะพระองค์ทรงเห็นไปอีกทัศนะหนึ่งว่า ยศอันสูงสุดนั้นได้รับโดยมิได้ออกไปทำการรบ ณ สมรภูมิใดเลย จะเป็นการง่ายเกินไปสำหรับการจะเป็นจอมพล


หลังทหารไทยได้ร่วมรงสงครามกับทหารฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1 ในทวีปยุโรปคราวนั้น ทำให้บรรดาทหารนานาชาติเกือบทั่วโลกที่อยู่ในกรุงปารีส ได้รู้จักชาติไทย และทหารไทยดีขึ้น แสดงถึงความอดทนกล้าหาญในการรบไม่แพ้ประเทศอื่นใดในโลกเช่นกัน และยังเป็นผลทำให้ประเทศชาติของเราได้มีอธิปไตยในทางศาลและมีอธิปไตยในการจัดเก็บภาษ
ีศุลกากรได้อย่างสมบูรณ์กล่าวคือ ประการแรกคือการแก้ไขสัญญายกเลิกอำนาจศาลกงศุลไว้แต่เดิมกับต่างชาติ เมื่อเป็นคดีความต้องขึ้นศาลไทยเท่านั้น ประการที่สอง กำหนดพิกัดอัตราภาษีศุลกากรได้โดยเสรี และยกเลิก “ภาษีร้อยชักสาม” ซึ่งแต่เดิมต่างชาติได้ทำสัญญาผูกมัดให้ประเทศไทยเรียกเก็บสินค้ากับต่างชาติเกินกว่
า “ร้อยละสาม” ไม่ได้ ซึ่งส่งผลทำให้ประเทศชาติของเราต้องเสียเปรียบประเทศมหาอำนาจในยุโรปที่เข้ามาขยายอิ
ทธิพลในทวีปเอเซียมาโดยตลอด


หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 พระองค์ทรงทำนุบำรุงส่งเสริมกิจการบิน ทั้งในกิจการทหารและกิจการพลเรือน ในปี พ.ศ. 2462 ทรงโปรดให้ทดลองใช้เครื่องบินนำถุงไปรษณีย์จากดอนเมืองไปจังหวัดจันทบุรี และในเวลาต่อมาได้ใช้กิจการบินทำการส่งเวชภัณฑ์และลำเลียง ผู้เจ็บป่วยทางอากาศ นับว่าพระองค์ทรงวางรากฐานแนวทางเสริมสร้างกำลังทางอากาศของประเทศไทยอย่างจริงจัง จนกระทั่งได้มาเป็นกองทัพอากาศในปัจจุบัน

ชีวิตในส่วนพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถนั้น หลังจากที่หม่อมคัทรินพระชายาได้เสด็จไปพักผ่อนเพื่อรักษาสุขภาพที่ประเทศญี่ปุ่นและ
แคนาดา หลังจากกลับมาพระองค์ก็ได้ทรงหย่าขาดจากกัน และในเวลาต่อมาพระองค์ก็ได้ทูลขอพระบรมราชานุญาตจะทำการสมรสกับหม่อมเจ้าหญิงชวลิตโอ
ภาสต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่พระองค์ก็ไม่ได้ทรงรับพระบรมราชานุญาต จึงทรงร่วมชีวิตกันเองโดยมิได้มีพิธีสมรส เหตุเพราะขัดกับข้อบังคับสำหรับทหารบกที่พระองค์ทรงเป็นผู้ร่างเองว่า ต้องมีการพิธีเสกสมรส จึงจะอยู่กับคู่สมรสได้ ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงได้ทรงลาออกจากราชการทหาร แต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับใบลาแล้ว ก็มิได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ลาออก และยังทรงขอแก้ไขข้อบังคับทหารข้อนั้นเป็นการผ่อนปรน แต่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ ก็ทรงยืนยันกราบถวายบังคมทูลลาออกเช่นเดิม และในปีนั้นเองสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนารถพระบรมราชนนี (พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี) ได้เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2462

ครั้นเมื่อเสร็จสิ้นงานถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวงในต้นปี พ.ศ. 2463 แล้วพระองค์จึงขอพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ขอลาพักผ่อน ครั้นเมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว พระองค์ทรงแต่งตั้งให้นายพลตรีพระยาภักดีภูธร เจ้ากรมแผนที่ทหารบกเป็นผู้รักษาการในตำแหน่งเสนาธิการทหารบกแทนพระองค์ ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2463


เสด็จทิวงคต





user posted image

พระเมรุ สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ


จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ พระองค์ตกลงพระทัยว่าจะเสด็จประพาสทะเลทางฝั่งแหลมมลายู ในครั้งนั้นพระองค์ได้ทรงพาหม่อมเจ้าหญิงชวลิตโอภาส พระชายา, พระโอรสคือพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ และนายพันเอกพระยาสุรเสนา ปลัดกรมเสนาธิการทหารบก ตามเสด็จไปด้วย แต่ขณะที่เสด็จไปทางเรือไปตามแนวฝั่งทะเลตะวันตก เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2463 ได้เพียงวันเดียว ก็มีพระอาการประชวรไข้ไปตลอดทาง กลายเป็นพระปับผาสะเป็นพิษ (เป็นโรคปอดบวม) ขณะที่เรือถึงเมืองสิงคโปร์เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2463 พระอาการกำเริบหนักขึ้น ครั้นความทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายพันโทรสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนศุโขไทยธรรมราชา นายพันเอกพระศักดาพลรักษ์รีบออกไปสิงคโปร์โดยรถไฟพิเศษ เพื่อจัดการรักษาพยาบาลร่วมมือกันกับนายแพทย์ในเมืองสิงคโปร์ ซึ่งได้ถวายพระโอสถประคับประคองเต็มความสามารถอยู่แล้ว

พระอาการมีแต่ทรงกับทรุดตลอดมา ถึงวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2463 เวลา 13 นาฬิกา 50 นาที พระอาการกำเริบหนักเหลือกำลังที่พระองค์จะทนทานได้เสด็จทิวงคตในเวลานั้น ebugs31.gif ebugs31.gif

การเสด็จทิวงคตของจอมพลสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ได้นำความโศกเศร้าอาลัยต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและข้าราชการฝ่ายทหารอย่าง
สุดซึ้ง ดังปรากฏข้อความในคำนำหนังสือที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงพระศพ มีความตอนหนึ่งว่า

....นอกจากเธอเป็นน้องที่ข้าพเจ้ารักมากที่สุด เธอยังได้เป็นที่ปรึกษาและผู้ช่วยราชการอย่างดีที่สุดหาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้ โดยเหตุที่ข้าพเจ้าเป็นผู้มีอายุมากกว่าเธอ ข้าพเจ้าจึงได้เคยหวังอยู่ว่าจะได้อาศัยกำลังของเธอต่อไปจนตลอดชีวิตของข้าพเจ้า ฉะนั้นเมื่อเธอได้มาสิ้นชีวิตลงโดยด่วนในเมื่อมีอายุยังน้อย ข้าพเจ้าจะมีความเศร้าโศกอาลัยปานใด ขอท่านผู้ที่ได้เคยเสียพี่น้องและศุภมิตรผู้สนิทชิดใจจงตรองเองเถิด ข้าพเจ้ากล่าวโดยย่อ ๆ แต่เพียงว่าข้าพเจ้ารู้สึกตรงกับความที่สมเด็จกรมพระยาปรมานุชิตชิโนรส ได้ทรงไว้ใน เตลงพ่ายว่า “ ถนัดดั่งพาหาเหี้ยน หั่นให้ไกลองค์ ” ebugs23.gif


เมื่อจอมพลสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถเสด็จทิวงคต ศิริพระชนมายุได้ 37 พรรษา 3 เดือน 10 วัน พระองค์ได้รับการสถาปนาพระอิศริยยศเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช พระราชทานเศวตฉัตร 5 ชั้น ประดับเหนือพระโกษฐ์ พระองค์ทรงเป็นต้นราชสกุล “จักรพงษ์” พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้เสด็จมาพระราชทานเพลิงพระศพพระอนุชาฯ ณ พระเมรุท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2463 พระอังคารของพระองค์ได้บรรจุไว้ที่พระอนุสาวรีย์เสาวภา ณ สุสานหลวงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามตราบเท่าทุกวันนี้


พระกรณียกิจ


จอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ทรงมีพระปรีชาสามารถ ทั้งทางด้านการศึกษา และทางด้านรับราชการในบ้านเมืองและพระองค์ได้ทรงกระทำคุณประโยชน์ในการสร้างความเจริ
ญของกองทัพไทย และส่วนราชการอื่น ๆ หลายแห่ง

เมื่อทรงรับตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ ได้ทรงช่วย จอมพลพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช ผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการในขณะนั้น ดำริวางการงานต่าง ๆ ไว้ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยยิ่งขึ้นเเป็นอันมาก ต่อมาเมื่องทรงรบตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการโรงเรียนทหารบกและเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก ได้ทรงวางระเบียบการศึกษา ขยายรูปโครงออกให้กว้างขวางทันสมัย

ในขณะที่ทรงรับตำแหน่งเสนาธิการทหารบก ได้ทรงปรับปรุงงานเสนาธิการให้กว้างขวางเพิ่มขึ้น โดยทรงริเริ่มจัดตั้งโรงเรียนเสนาธิการเพื่อให้การศึกษาแก่นายทหารที่จะทำหน้าที่ฝ่า
ยเสนาธิการบรรจุตามงานในหน้าที่เสนาธิการ ทรงวางแนวทางหลักสูตรการศึกษาโรงเรียนเสนาธิการ และการคัดเลือกนายทหารที่มีคุณสมบัติอันเหมาะสมเข้ารับการศึกษา นอกจากนี้ยังทรงเรียบเรียงตำรา เรื่อง “พงษาวดารยุทธศิลปะ” และเอกสารอื่น ๆ ที่ใช้เป็นตำราศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการยุคต้นอีกจำนวนมาก ซึ่งยังคงใช้แนวทางในการพัฒนาของโรงเรียนเสนาธิการสืบจนถึงปัจจุบัน

จอมพลสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ทรงทำนุบำรุงส่งเสริมกิจการบิน ทั้งในกิจการทหารและกิจการพลเรือน ทรงวางรากฐานแนวทางเสริมสร้างกำลังทางอากาศของประเทศไทยอย่างจริงจัง จนกระทั่งได้มาเป็นกองทัพอากาศในปัจจุบัน กองทัพอากาศไทยได้ยกย่องถวายพระเกียรติพระองค์ไว้ว่าเป็น "พระบิดาแห่งกองทัพอากาศไทย"

เมื่อ พ.ศ. 2460 ทรงจัดส่งทหารอาสาไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ในทวีปยุโรป ในปี พ.ศ. 2461 ทรงก่อตั้งกองบินทหารบก ซึ่งต่อมา ได้ขยับขยายเป็นกองทัพอากาศ และทรงริเริ่มก่อสร้างค่ายจักรพงษ์ ที่จังหวัดปราจีนบุรี

ทางด้านส่วนราชการอื่น พระองค์ยังได้เป็นผู้กำกับการก่อสร้างสถานที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งสภากาชาดไทย ทรงมีส่วนริเริ่มในการก่อตั้งสภากาชาดไทย และทรงดำรงตำแหน่ง อุปนายกผู้อำนวยการสภากาชาดไทย พระองค์แรก ทรงดำริวางระเบียบการ และสร้างความเจริญให้แก่สภากาชาดโดยรอบด้าน อันเป็นประโยชน์ในการเกื้อกูลประชาชนซึ่งเจ็บไข้ได้อย่างดีต่อไป


พระชายา พระโอรส และ ลูกเลี้ยง

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ทรงเสกสมรสกับพระชายาชาวรัสเซียชื่อ เอกาเทรินา (คัทริน) อิวานอฟนา เดนิตสกายา (หรือเรียกว่าแคทยา) (Ekaterina (Catherine) Ivanovna Desnitskaya) (9 พฤษภาคม พ.ศ. 2429 - 3 มกราคม พ.ศ. 2503) ธิดาของอีวาน สเตปาโนวิช เดนิสะกี้ อดีตอธิบดีศาลมณฑลลุกซ์ และมารดาในตระกูลคิชเนียคอป เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2449 ได้ทรงสมรสที่เมืองคอนสตานติโนเปิล โดยที่ไม่ได้ทรงกราบทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงทราบแต่ประการใด กับได้ทรงพาหม่อมคัทริน กลับเมืองไทยในปีเดียวกันนั้นเอง ในชั้นแรกทรงให้หม่อมคัทริน พักอยู่ที่เมืองสิงคโปร์เป็นการชั่วคราวก่อน

user posted image
หม่อมเจ้าหญิงชวลิตโอภาศ รพีพัฒน์


ส่วนพระองค์ฯ ได้เสด็จกลับกรุงเทพฯ แต่พระองค์เดียว โดยเสด็จประทับอยู่ที่วังปารุสกวัน ครั้นต่อมาในเดือนเมษายน พ.ศ. 2449 ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลื่อนยศเป็นนายพันเอก และดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ ในไม่นานก็มีข่าวลือมายังกรุงเทพฯ ว่ามีมาดามเดอพิษณุโลกอยู่ที่สิงคโปร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนารถทราบ ทรงกริ้วเป็นที่สุด โดยที่พระโอรสพระองค์นี้ทรงเป็นที่สนิทเสน่หาของสมเด็จพระราชบิดา และพระราชมารดาเป็นอย่างยิ่ง กลับทรงไปมีพระชายาเป็นชาวต่างชาติ ย่อมเป็นที่แสลงพระราชหฤทัย อันเนื่องด้วยพระราชประเพณีเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อข่าวเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้ว พระองค์ฯ ก็จัดให้หม่อมคัทริน เดินทางมายังกรุงเทพฯ


user posted image
หม่อมคัทริน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์และสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ


ครั้นในปลายปี พ.ศ. 2450 นั้นเอง หม่อมคัทรินพระชายาของพระองค์ได้ประสูติโอรสเป็นชายพระองค์แรกและพระองค์เดียวคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ประสูติเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2450 ซึ่งนับเป็นพระราชนัดดาพระองค์แรกในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เมื่อขณะประสูติพระองค์ดำรงพระอิสริยยศเป็นหม่อมเจ้า ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าสถาปนาเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2463 พระโอรสของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมขุนพิษณุโลกประชานารถ พระองค์นี้ได้นำความปลาบปลื้มปีติยินดีให้กับสมเด็จพระบรมราชินีนารถยิ่งนัก ในปี พ.ศ. 2462 พระองค์ก็ได้ทรงหย่าขาดจากหม่อมคัทริน ขณะที่พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ พระโอรสมีพระชันษาได้ 12 ปี ได้อยู่กับพระบิดา

ต่อมาพระองค์ก็ได้ทูลขอพระบรมราชานุญาตจะทำการสมรสกับหม่อมเจ้าหญิงชวลิตโอภาส รพีพัฒน์พระธิดาในกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ต่อสมเด็จพระราชชนนี และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่จะด้วยเหตุผลใดไม่ทราบชัด พระองค์ก็ไม่ได้ทรงรับพระบรมราชานุญาต จึงทรงร่วมชีวิตกันเองโดยมิได้มีพิธีสมรส

นอกจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์พระโอรสแล้วยังทรงถือลูกเลี้ยงของท่านหลายองค์ องค์ที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นลูกเลี้ยงที่นานที่สุด คือหม่อมเจ้าทองฑีฆายุ ทองใหญ่ หรือท่านทองรอด ซึ่งมีอายุมากกว่าหม่อมคัทรินเล็กน้อย ท่านทองรอดได้เล่าเรียนที่รัสเซีย ได้เป็นนายทหารม้า เข้าประจำกรมทหารม้ารักษาพระองค์หุ้มเกราะ และได้หม่อมชาวรัสเซียที่มีนามเดิมว่า ลุดมิลา (Ludmila) และได้เปลี่ยนชื่อสำหรับภาษาไทยว่า หม่อมมลิ หม่อมเจ้าทีฆายุ นั้นความจริงเป็นพระโอรสของกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม

ส่วนลูกเลี้ยงองค์ถัดไปคือ หม่อมเจ้าวัลภากร วรวรรณ โอรสของกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ได้ไปเรียนแพทย์ที่รัสเซีย ต่อจากนั้นก็มีหม่อมเจ้าปรีดิเทพย์พงษ์ เทวกุลและหม่อมเจ้าไตรทิพเทพสุต เทวกุล โอรสของกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ และหม่อมเจ้าอีกพระองค์ที่ทรงโปรดเลี้ยงดูคือ หม่อมเจ้านิวัทธวงศ์ เกษมสันต์ โอรสกรมหลวงพรหม แต่ไม่ปรากฏว่าเป็นลูกเลี้ยง จากในหนังสือเกิดวังปารุสก์ประพันธ์โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ได้กล่าวว่า "พ่อทรงเลี้ยงดู หม่อมเจ้านิวัทธวงศ์ โอรสกรมหลวงพรหมฯ แต่ไม่ปรากฏว่าเป็นลูกเลี้ยงเพราะ ข้าพเจ้ามิได้ถูกสอนให้เรียกว่าพี่ แต่เรียกว่า ท่านนิวัทธ เสมอมา" ซึ่งลูกเลี้ยงของพระองค์เคยเป็นนักเรียนที่รัสเซียทุกพระองค์ นอกจากหม่อมเจ้าปรีดิเทพย์พงษ์ พระองค์เดียวที่เรียนที่เยอรมนี


พระอนุสาวรีย์และพระอนุสรณ์

สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถได้ทรงปฏิบัติภารกิจสำคัญน้อยใหญ่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงมีการสร้างพระอนุสาวรีย์ขึ้น และพระอนุสรณ์ต่าง ๆ เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระองค์ตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น

พระอนุสาวรีย์ ณ กรมการบินพลเรือน


user posted image
นายพลเอกสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ เตรียมขึ้นบินกับนายชาร์ล ฟัน เดน บอร์น


อันเนื่องด้วยจอมพล สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ทรงมีดำริ ให้จัดตั้งแผนกการบินขึ้นและได้ทรงทำนุบำรุงส่งเสริมจนกิจการบิน ในปี พ.ศ. 2456 ต่อมากองทัพอากาศจึงได้สร้างพระอนุสาวรีย์เป็นพระรูปปั้นประทับยืนเต็มพระองค์ ประดิษฐานไว้ที่หน้ากรมการบินพลเรือน (การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย) ทำพิธีเปิดพระอนุสาวรีย์ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2500

พระอนุสาวรีย์ ณ ค่ายจักรพงษ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดพระอนุสาวรีย์จอมพล สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ที่ค่ายจักรพงษ์ ตำบลดงพระราม อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี ณ วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2515



user posted image
จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ พระบิดาแห่งกองทัพอากาศไทย



พระอนุสาวรีย์ ณ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก

พระองค์เป็นผู้ทรงก่อตั้งวางรากฐานโรงเรียนนี้มาแต่เริ่มแรก และเมื่อครั้งได้สร้าง “ อาคารประภาสโยธิน ” ซึ่งเป็นอาคารถาวรของโรงเรียนเสนาธิการทหารบก จึงได้ถือโอกาสสร้าง และอัญเชิญอนุสาวรีย์พระองค์ มาประดิษฐานคู่กับอาคารหลังนี้ และได้จัดพิธีเฉลิมฉลองพร้อมกับอาคารประภาสโยธิน เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2513 ซึ่งเป็นปีที่ 60 ของการสถาปนาโรงเรียนเสนาธิการทหารบก นับตั้งแต่นั้นมา ในวันที่ 3 เมษายน ของทุกปี บรรดาศิษย์เก่าของสถาบันจะพากันมาวางพวงมาลาถวายสักการะแด่พระอนุสาวรีย์ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระเกียรติคุณ และพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน

ตึกจักรพงษ์ ณ สภากาชาด

ตึกจักรพงษ์ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2466 ที่สภากาชาดไทย ด้วยเงินบริจาคของพระบรมวงศานุวงศ์ พ่อค้า ข้าราชการและประชาชน เพื่อให้เป็นอนุสรณ์เชิดชูเกียรติคุณของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ อุปนายกผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ซึ่งได้เสด็จทิวงคต โดยมีนายฮี ลี สถาปนิกที่ปรึกษาของกรมเกียกกายทหารบก เป็นผู้ออกแบบ และนายยี อี กอลโล นายช่างในกองก่อสร้างกรมสุขาภิบาล เป็นวิศวกร ได้ทำพิธีเปิดตึกเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2466

ตึกจักรพงษ์ ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ประทานเงินจำนวน 20,000 บาท ในปี พ.ศ. 2473 ก่อสร้างตึกจักรพงษ์สำหรับเป็นที่ทำการของสโมสรนิสิต เป็นอนุสรณ์แด่พระบิดาคือจอมพล สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถผู้ประทานแนวคิดองค์กรบริหารของนิสิต ตึกจักรพงษ์ ตั้งอยู่ระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์ ปัจจุบันเปิดเป็นหอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตจักรพงษภูวนารถ

เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2517 ผู้บัญชาการทหารบก (ในขณะนั้น) พลเอกกฤษณ์ สีวะราได้มอบอาคารเรียน อุปกรณ์ ที่ดิน และ ทรัพย์สินให้กระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียนอาชีวศึกษาบุตรข้าราชการกองทัพบกสังกัดกรมอาชีวศึกษา และเพื่อเป็นเกียรติและระลึกถึงกองทัพบก กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้ขอพระราชทานนาม " จอมพลสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ " ซึ่งเป็นเสนาธิการกองทัพบกเป็นชื่อแทน " โรงเรียนอาชีวศึกษาบุตรข้าราชการกองทัพบก" โดยใช้ชื่อว่า "วิทยาลัยจักรพงษภูวนารถ"

ถนนจักรพงษ์

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างถนนจักรพงษ์ขึ้น ซึ่งตั้งมาจากพระนามของพระองค์ อยู่ในเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ซึ่งเริ่มตั้งแต่ถนนเจ้าฟ้าถึงสะพานนรรัตน์สถาน (สะพานข้ามคลองรอบกรุง) เป็นเส้นแบ่งเขตการปกครองระหว่างแขวงชนะสงครามกับแขวงตลาดยอด และถนนจักรพงษ์อีกแห่ง อยู่ในโรงพยาบาลศิริราช โดยเมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จนิวัติกรุงเทพชั่วคราว ระหว่างทรงศึกษาวิชาทหารที่รัสเซีย ได้เสด็จมาโรงพยาบาลศิริราช และทรงเห็นว่าถนนไม่เรียบร้อย เดินลำบาก จึงประทานเงินสร้างถนนจากท่าน้ำยาวไปกลางโรงพยาบาลจนถึงตึกแพทยาลัย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชา อธิบดีกรมพยาบาลขณะนั้น จึงตั้งชื่อถนนว่า "ถนนจักรพงษ์"

user posted image

ถนนจักรพงษ์ โรงพยาบาลศิริราช




emotion_006.gif emotion_006.gif h3.gif h3.gif emotion_043.gif emotion_043.gif emotion_026.gif emotion_026.gif

User is offlineProfile CardPM
Go to the top of the page
+Quote Post
Madam-Jung
post Apr 5 2008, 08:12 PM
Post #496


Advanced Member
***

Group: Members
Posts: 1,503
Joined: 29-February 08
Member No.: 130,599





หม่อมคัทริน ณ พิษณุโลก


user posted image

หม่อมคัทริน ณ พิษณุโลก มีชื่อเต็มว่า เอกาเทรินา อิวาโนวา เดสนิตสกายา ((Ekaterina (Catherine) Ivanovna Desnitskaya)) เป็นพระชายาชาวรัสเซียของ สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ มีพระโอรสหนึ่งพระองค์ คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์

หม่อมคัทริน (แคทยา) เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2429 ถึงอนิจกรรมเมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2503 บิดาชื่ออิวาน สเตปาโนวิช เดสนิตสกี มารดาชื่อ มาเรีย มิลไฮลอฟวา เดสนิตสกี

รัชกาลที่ 6 ได้ทรงพระราชทานนามสกุล ณ พิษณุโลก ซึ่งมีผู้ใช้นามสกุลนี้เพียงท่านเดียว คือ หม่อมคัทริน



ประวัติ ชีวิตช่วงแรก

คัทริน เดสนิตสกี (Desnitski) เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2429 เป็นลูกสาวของอิวาน สเตปาโนวิช เดสนิตสกี รับราชการในกระทรวงยุติธรรมและได้เป็นประธานผู้พิพากษาสูงสุดของแคว้นลุตซ์ มียศในราชการพลเรือนเทียบเท่าชั้นพลตรีในไทย ส่วนมารดาเกิดในตระกูล คิชเนียคอฟฟ (Khijniakoff) อันเป็นตระกูลที่มีที่ดินเพื่อหาผลประโยชน์มาหลายชั่วอายุคน และคัทรินมีพี่ชาย 1 คนคือ อิวาน ซึ่งได้เข้ารับราชการต่างประเทศและเมื่อปฏิวัติใหญ่เกิดขึ้นในรัสเซีย กำลังเป็นเลขานุการเอกอยู่สถานทูตรุสเซีย ณ กรุงปักกิ่ง

พ่อของคัทรินได้เสียตั้งแต่เธออายุได้เดือนเศษ คัทรินจึงอยู่กับแม่ ได้เลี้ยงดูอยู่ที่เมืองเคียฟและได้รับการศึกษาตามสมควรแก่ฐานะ คือมีพี่เลี้ยงเป็นฝรั่งเศสเพื่อสอนภาษาและภายหลังก็ไปโรงเรียน ต่อมาได้เกิดสงครามระหว่างรัสเซียและญี่ปุ่นตอนเธออายุ 16 ปี ซึ่งเธอได้สูญเสียแม่ไป จึงไปอยู่กับพี่ชายอิวานซึ่งเป็นนักเรียนมหาวิทยาลัยที่กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก และได้เรียนเป็นนางพยาบาลสำหรับการรบ มิใช่นางพยาบาลอาชีพธรรมดา จนกระทั่งได้พบกับเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาภ ที่บ้านของนางคราโปวิตซกี ที่เธอมักจัดงานเลี้ยงและเชิญหนุ่ม ๆ สาว ๆ มาเสมอ


เสกเสกสมรสกับสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ


หม่อมคัทรินเสกสมรสกับสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ที่เมืองคอนสตานติโนเปิล เมื่อเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถเสด็จกลับสยาม เมื่อ พ.ศ. 2449 เมื่อสำเร็จการศึกษา ที่ไม่ได้ทรงกราบทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงทราบแต่ประการใด กับได้ทรงพาหม่อมคัทรินฯ กลับเมืองไทยในปีเดียวกันนั้นเอง ในชั้นแรกทรงให้หม่อมคัทรินฯ พักอยู่ที่เมืองสิงคโปร์เป็นการชั่วคราวก่อน ส่วนพระองค์ฯ ได้เสด็จกลับกรุงเทพฯ แต่พระองค์เดียว ในไม่นานก็มีข่าวลือมายังกรุงเทพฯ ว่ามีมาดามเดอพิษณุโลกอยู่ที่สิงคโปร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนารถทราบ ทรงกริ้วเป็นที่สุด และเมื่อข่าวเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้ว พระองค์ฯ ก็จัดให้หม่อมคัทรินฯ เดินทางมายังกรุงเทพฯ

เมื่อหม่อมคัทรินเข้ามาในสยามอย่างไม่ปิดบังอีกว่าเป็นชายา จัดให้พักที่วังปารุสกวันร่วมกัน ในฐานะเจ้าของวังร่วมกันกับพระองค์ แต่ปีทั้งปี หม่อมคัทรินก็แทบจะไม่ได้ย่างเท้าออกจากวัง เว้นแต่ไปนั่งรถยนต์เล่นในตอนค่ำคืน เธอไม่มีโอกาสเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถอย่างสะใภ้หลวง ทั้งสองพระองค์มิได้ทรงยอมรับเธอ แต่ก็มิได้พระทัยร้ายถึงกับขับไล่ไสส่งหรือยื่นคำขาดให้พระราชโอรสทรงละทิ้งหม่อม


ชีวิตในวังปารุสกวันผ่านไปด้วยความราบรื่น เจ้าฟ้าชายเห็นพระทัยหม่อมคัทริน ก็ทรงทำทุกอย่างที่จะให้เธออยู่อย่างเป็นสุขและสะดวกสบายที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผู้ที่ช่วยเป็นกำลังใจสนับสนุนอีกแรงหนึ่งคือสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ แคทยาเคารพและมองพระองค์ท่านด้วยความเชื่อมั่นในหลาย ๆ ด้าน และถึงแม้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะไม่ทรงโปรดรับหม่อมคัทรินเป็นสะใภ
้หลวง แต่ก็เป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ซึ่งได้ทรงพระราชทานเครื่องเพชรล้ำค่าแก่หม่อมคัทรินอยู่เสมอ หม่อมคัทรินปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมไทยทั้งในเรื่องกิริยามารยาท การแสดงออกที่สุภาพอ่อนโยนในสายตาชาววังซึ่งเป็นชนชั้นสูง และเรียนรู้ภาษาไทยจนถึงขั้นอ่านออกเขียนได้ ครั้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุติยจุลจอมเกล้าฝ่ายในแด่หม่อมคัทริน ในปลายปี พ.ศ. 2450 หม่อมคัทรินพระชายาของพระองค์ได้ประสูติโอรสเป็นชายพระองค์แรกและพระองค์เดียวคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์

ความสุขของแคทยาดำเนินต่อไปอยู่หลายปี จนกระทั่งเหตุการณ์ภายนอกเข้ามากระทบเธออย่างหนัก เริ่มด้วยการล่มสลายของราชวงศ์โรมานอฟ ที่ทำให้เจ้านายและขุนนางในรัสเซียต้องหลบลี้หนีภัยการเมืองออกนอกประเทศ ความหวังของแคทยาที่จะได้กลับไปเยี่ยมบ้านเดิมก็จบสิ้นลง บ้านเกิดเมืองนอนกลายเป็นดินแดนต้องห้ามสำหรับเธอไปเสียแล้ว สิ่งที่ตามมาคือสงครามโลกครั้งที่ 1 พระเจ้าอยู่หัวตัดสินพระทัยประกาศสงครามกับฝ่ายเยอรมัน ผู้นำทางการทหารของสยามก็คือเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทรงรับภารกิจด้านนี้ไว้เต็มมืออีกครั้ง ทำให้แคทยาหมดโอกาสจะเดินทางไปแม้แต่ประเทศใดประเทศหนึ่งในยุโรป

ชีวิตสมรสดำเนินมาถึง 12 ปี ใต้ความกดดันเพิ่มขึ้นทีละน้อยในปีหลัง ๆ สุขภาพของแคทยาก็เสื่อมโทรมลง เธอแท้งติดต่อกันถึง 2 ครั้ง ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจเดินทางไกล เพื่อรักษาสุขภาพกายและใจให้ดีขึ้น ด้วยการไปเยี่ยมพี่ชายที่อยู่ในปักกิ่ง เลยไปญี่ปุ่นและเดินทางต่อไปถึงแคนาดา

เมื่อไม่มีแคทยาอยู่ด้วย เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถทรงมีเวลาว่างพอจะได้คุ้นเคยกับพระญาติสตรีจากวังอื่
น ๆ มากขึ้น คือพระธิดาของพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ผู้เป็นพระเชษฐาต่างชนนีกันนั่นเอง ในจำนวนหม่อมเจ้าหญิงชวลิตโอภาศ รพีพัฒน์ ในปี พ.ศ. 2462 ได้ทรงหย่าขาดกับ สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ


หลังการหย่าและการแต่งงานใหม่หลังแยกทางเดินกับเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถแล้ว นับแต่เธอเดินทางออกจากสยาม แคทยาก็ไปหาพี่ชายที่ปักกิ่ง พักอยู่ด้วยไม่นาน ก็ย้ายไปพำนักอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ เธอกลับไปใช้นามสกุลเดิม ใช้ชื่อว่า มาดามเดสนิทสกี้ อาศัยค่าเลี้ยงดูเดือนละ 100 ปอนด์อันน้อยนิดที่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถประทานให้เป็นค่าเลี้ยงดูหลังหย่าร้าง เช่าบ้านเล็ก ๆได้หลังหนึ่ง แล้วใช้ชีวิตตามลำพังด้วยความเข้มแข็งเท่าที่ผู้หญิงสาวตัวคนเดียวจะทำได้

แคทยาไม่ได้ปล่อยชีวิตตัวเองให้หมกมุ่นน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตา เธอใช้เวลาให้หมดไปกับการบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคม ด้วยเข้าไปช่วยงานของสมาคมการกุศลของชาวรัสเซียเพื่อช่วยเหลือผู้อพยพ เพราะแคทยาเคยฝึกงานเป็นนางพยาบาลมาก่อน จึงช่วยงานได้มาก ทำให้วัน ๆ ผ่านไปรวดเร็ว แต่พอกลับมาบ้านในตอนกลางคืน ความเปล่าเปลี่ยวเศร้าหมองก็กลับมาอีกสำหรับผู้หญิงตัวคนเดียว พี่ชายแนะนำว่าหญิงสาวอย่างเธอไม่ควรอยู่คนเดียว จะอันตรายเกินไป ควรมีคนอยู่ด้วยเป็นเพื่อนในบ้าน จะมีรายได้เพิ่มด้วย เธอก็เลยแบ่งห้องชั้นบนในบ้านให้คนเช่า หนึ่งในคนเช่าห้องชั้นบนเป็นวิศวกรชาวอเมริกันชื่อแฮรี่ คลินตัน สโตน ซึ่งต่อมาเขาขอแต่งงานกับเธอ แต่ว่าแคทยาขอผัดผ่อนคำตอบไว้ก่อน

ต่อมาเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถเสด็จทิวงคต เธอจึงเดินทางกลับมาร่วมงานพระศพในกรุงเทพมหานคร เมื่อกลับมาเธอพบว่าโอรสของเธออยู่ในความดูแลของ "ทูลกระหม่อมลุง" (รัชกาลที่ 6) เธอได้รับเงินส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมจากมรดกของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถด้วยพระเมตต
าของพระเจ้าอยู่หัว แคทยาเดินทางกลับไปแต่งงานกับแฮรี่สโตน แล้วเดินทางไปอเมริกากับเขา ทิ้งอดีตทุกอย่างในสยามให้จบสิ้นไปพร้อมกับการเสด็จทิวงคตของเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลก


แคทยาเข้ากับชีวิตในอเมริกาไม่ดีนัก ยิ่งกว่านั้นเธอเข้ากับพ่อผัวแม่ผัวอเมริกันไม่ได้ ความสุขของเธอมีอย่างเดียวคือได้เดินทางไปอังกฤษ พบโอรสซึ่งย่างเข้าวัยรุ่นหนุ่ม ในที่สุดเธอกับสโตนก็ตัดสินใจอพยพโยกย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่ปารีส เพื่อจะได้พบพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ซึ่งข้ามจากอังกฤษมาพักด้วยตอนปิดเทอม แคทยาเองก็อบอุ่นจากการได้รวมญาติชาวรัสเซียซึ่งลี้ภัยมาอยู่ในฝรั่งเศสอีกครั้ง

แต่จะสุขแค่ไหนก็ไม่ทราบได้ แคทยากลับไปอเมริกาในช่วงอังกฤษเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง จนกระทั่งเธอถึงแก่กรรมอย่างสงบ เมื่ออายุ 72 ปี


สู่งานประพันธ์

ทั้งนี้เนื่องจากมีลูกและหลานเป็นนักเขียน จึงมีผู้ถ่ายทอดชีวประวัติ สู่งานประพันธ์ หนังสือที่ให้รายละเอียดของหม่อมคัทรินหรือแคทยาดีที่สุดคือ แคทยาและเจ้าฟ้าสยาม หรือ KATYA & THE PRINCE OF SIAM เขียนโดยสองป้าหลานคือไอลีน ฮันเตอร์ (Eileen Hunter) พี่สาวของหม่อมอลิซาเบทชายาของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์และ หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ ธิดาคนเดียวของพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์

นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้ยังสร้างความบันดาลใจให้คณะบัลเล่ต์รัสเซียนำไปแสดงบัลเล่ต์
ในชื่อเดียวกับหนังสือ Katya and the Prince of Siam "แคทยา และเจ้าฟ้าสยาม" ซึ่งเปิดแสดงรอบปฐมทัศน์ของโลกที่หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2546


emotion_006.gif emotion_006.gif


User is offlineProfile CardPM
Go to the top of the page
+Quote Post
Madam-Jung
post Apr 5 2008, 08:18 PM
Post #497


Advanced Member
***

Group: Members
Posts: 1,503
Joined: 29-February 08
Member No.: 130,599





พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์




พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ หรือ พระองค์จุล พระโอรสในจอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ กับ หม่อมคัทริน (Cathrine Desniksky) ชาวรัสเซีย ประสูติเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2450 เมื่อแรกประสูติทรงมีพระอิสริยยศเป็นหม่อมเจ้า สมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ พระราชทานพระนามว่า "พงษ์จักร" ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระนามใหม่ว่า "จุลจักรพงษ์" และในปี พ.ศ. 2463 โปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์



user posted image

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ (ขวา) และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช (ซ้าย) เมื่อไปนมัสการพระแก้วมรกต และไปสักการะพระบรมรูปบูรพมหากษัตริยาธิราชที่ปราสาทพระเทพบิดรB]



ทรงสมรสกับหม่อมอาลิซาเบท (Elisabeth Hunter) (29 พฤศจิกายน 2468 - 27 พฤศจิกายน 2514) เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2481 มีธิดาคือ หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์

พระองค์นี้ได้นำความปลาบปลื้มปีติยินดีให้กับสมเด็จพระบรมราชินีนารถยิ่งนัก ดังจะเห็นได้จากข้อเขียนของนางอมร ดรุณรักษ์ อ.สุนทรเวช (อุทุมพร วีระไวทยะ) ข้าหลวงในสมเด็จฯ ในหนังสือพระราชชีวประวัติส่วนพระองค์ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ดังนี้

“…ในบรรดาพระประยูรญาติราชนิกูลทั้งหลายทั้งปวงนั้น ผู้ที่ได้รับพระมหากรุณาโปรดปรานและเอาเป็นพระราชภาระอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษอย่างยิ่
งคือ หม่อมเจ้าจุลจักรพงษ์ โอรสองค์เดียวของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจักรพงษภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ซึ่งหม่อมคัทรินพระชายา (ชาวรุสเซีย) เป็นพระมารดา อันเป็นพระราชนัดดาสืบสายโลหิตพระองค์แรกและสมเด็จทรงเป็นพระอัยยิกาโดยตรง มีพระนามเรียกกันสั้น ๆ ว่า [B]ท่านพระองค์หนู...
emotion_038.gif emotion_038.gif



user posted image i8.gif i8.gif i8.gif i8.gif

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ เมื่อยังทรงพระเยาว์



การที่ทรงเอามาเป็นธุระมากเป็นพิเศษโดยเฉพาะแก่ท่านพระองค์หนูนั้น ย่อมทราบกันดีว่า เนื่องมาแต่ทรงพระเมตตาที่มิได้ทรงได้รับพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้
าดังที่ควรจะเป็น จึงใคร่จะพระราชทานความรักใคร่อบอุ่นและพระเกียรติในฐานะหลานหลวง ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ก็ทรงจัดพระราชทานให้เป็นพิเศษเทียบเท่ากับสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอแทบทุกประการ ด้วยทรงห่วงใยว่าหม่อมคัทรินพระชนนีของท่านพระองค์หนูนั้นเป็นเชื้อชาติชาวประเทศยุโ
รป ย่อมจะไม่สามารถอบรมฝึกฝนจริตมารยาทของพระโอรส ให้เข้ากับระเบียบแบบแผนเจ้านายตามพระราชประเพณีไทยได้ดีถึงขนาด

ปรากฏว่าได้พระราชทานให้ท่านพระองค์หนูมีห้องสำหรับทรงพักผ่อนเป็นที่เล่นสรงเสวยและ
แต่งพระองค์ทรงเครื่อง เว้นแต่เวลาบรรทมจึงจะเข้าไปบรรทมข้างพระที่ร่วมในพระวิสูตรเดียวกับสมเด็จย่า และทุกๆ วันในเวลาที่สมเด็จบรรทมหลับ ท่านพระองค์หนูจะไปเฝ้าทูลกระหม่อมพระบิดาและหม่อมมารดาเป็นประจำมิได้ขาด...”


ประมาณ พ.ศ. 2458 สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ องค์เสนาธิการทหารบกในขณะนั้น ได้ทรงมอบหมายให้คุณพระสารสาสน์ฯ เป็นผู้สอนหนังสือในฐานะเป็นครูคนแรกแก่พระโอรสวัย 7 ขวบ ที่วังปารุสกวัน ต่อมาจากนั้นอีก 2 ปี คือ ใน พ.ศ. 2460 พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ก็ได้เสด็จเข้าศึกษาในโรงเรียนนายร้อยชั้นประถม

พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงรับการศึกษาที่โรงเรียนราชินี จนพระชันษาครบ 13 เสด็จไปทรงศึกษาที่ประเทศอังกฤษ ศึกษาวิชาการทหารที่มหาวิทยาลัยแฮร์โรว์ จบปริญญาโททางประวัติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ จากนั้นทรงรับราชการเป็นนายทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ปฏิบัติหน้าที่ ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงลอนดอน

ในช่วง ค.ศ. 1935 - 1940 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงเป็นผู้สนับสนุนพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช ในการแข่งขันรถกรังปรีซ์ในยุโรป ได้รางวัลชนะเลิศหลายครั้ง ทั้งสองพระองค์มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในชื่อ Prince Bira และ Prince Chula ขับรถแข่งสีฟ้าสดใส ชื่อ Romulus และ Remus จนเป็นที่เรียกว่าสีพีระ

ในการลาออกจากราชสมบัติของรัชกาลที่ 7 มีหนังสือเรื่อง แถลงการณ์เรื่องพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ มีเรื่องที่กล่าวถึงพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ เจ้านายพระองค์ที่จะเป็นพระมหากษัตริย์ต่อจากรัชกาลที่ 7 โดยพระองค์ตอบกลับว่า "จะไม่มีใครมาเชิญฉันหรอก และถึงจะมีคนมาเชิญจริง ๆ ฉันก็ยินดีรับไม่ได้เพราะได้ถูกตัดออกอย่างเด็ดขาดมานานแล้ว ถ้าจะรบเร้ากันจริง ๆ ซึ่งก็ไม่เชื่อว่า จะมีใครมารบเค้า ฉันต้องยืนยันให้มีประชามติ (plebiscite) กันเสียก่อน"

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2506 ด้วยโรคมะเร็ง emotion_064.gif emotion_064.gif


พระนิพนธ์

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงสนพระทัยในงานประพันธ์และประวัติศาสตร์ ทรงนิพนธ์หนังสือไว้ 13 เล่ม โดยเล่มที่สำคัญที่สุดคือ "เกิดวังปารุสก์", "เจ้าชีวิต" และ "ชุมนุมจุลจักรสาร"

ประวัติศาสตร์ที่แต่งเป็นภาษาอังกฤษ ได้แก่ Lords of Life (และต่อมาทรงแปลเป็นภาษาไทยใช้ชื่อว่า "เจ้าชีวิต" เรื่องราวของพระราชวงศ์จักรีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2325 ของการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์จนถึงปี 2475 ซึ่งเป็นปีเปลี่ยนการปกครอง), Wheels at Speed,Road Racing 1936,Road Star Hat Trick,Dick Seaman-Racing Motorist, Brought up in England,Blue and Yellow, The Education of the Enlightened Despots, The Twain Have Met, First-Class Ticket

ประวัติศาสตร์ไทย ได้แก่ อาณาจักรสุโขทัย ไตรภูมิพระร่วง,เจ้าชีวิต

สาขาประวัติศาสตร์ต่างประเทศ ได้แก่ เฟรเดริค มหาราชแห่งปรัสเซีย, คองเกรสแห่งเวียนนา, คัทรินมหาราชินี,คาวัวร์และกำเนิดอิตาลีอิสระ,ฮันนิบาล,เนลสัน

สาขาอัตชีวรรณา ได้แก่ เกิดวังปารุสก์ ซึ่งเป็นผลงานที่โดดเด่นมากที่สุด นิพนธ์ไว้ทั้งหมด 3 เล่ม

สาขาบทละคร ได้แก่ สุดหนทาง ตรวจราชการ

สารคดีปกิณกะ
ได้แก่ ชุมนุมจุลจักรสาร ต้นรัชกาลเอลิซาเบธที่ 2 นวนิยาย ได้แก่ สามสาว, ดัดสันดานอิเหนา และสาวสวย-หญิงงาม

เรื่องแปล ได้แก่ วาระสุดท้ายของฮิตเลอร์

แข่งรถ ได้แก่ ดาราทอง ,ไทยชนะ



user posted image
พระองค์พีระ และรถแข่ง Romulus ที่มีชื่อเสียง ชายที่อยู่ขวาสุดในภาพคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์
User is offlineProfile CardPM
Go to the top of the page
+Quote Post
Madam-Jung
post Apr 5 2008, 08:24 PM
Post #498


Advanced Member
***

Group: Members
Posts: 1,503
Joined: 29-February 08
Member No.: 130,599






หม่อมอาลิซาเบท



หม่อมอาลิซาเบท หรือ อาลิซาเบท ฮันเตอร์ (Elisabeth Hunter) ซึ่งญาติพี่น้องเพื่อนฝูงเรียกว่า ลิสบา (Lisba) (29 พฤศจิกายน 2458 - 27 พฤศจิกายน 2514) เป็นชาวอังกฤษ เกิดมาในตระกูลชั้นเยนตรี้ (Gentry) เป็นพระชายาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ได้เซ็นทะเบียนแต่งงานที่สำนักงานทะเบียนถนนมาร์โลส์ เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2481 มีธิดาคือ หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์

หม่อมอาลิซาเบท ได้เยี่ยมประเทศไทยพร้อมพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ เมื่อครั้งงานฉลองรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2481


emotion_028.gif emotion_028.gif emotion_028.gif
User is offlineProfile CardPM
Go to the top of the page
+Quote Post
Madam-Jung
post Apr 5 2008, 08:27 PM
Post #499


Advanced Member
***

Group: Members
Posts: 1,503
Joined: 29-February 08
Member No.: 130,599





หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์

user posted image

หม่อมราชวงศ์หญิงนริศรา จักรพงษ์ (2 สิงหาคม 2499 - ) เป็นพระธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ กับหม่อมอาลิซาเบท (Elisabeth Hunter) (29 พฤศจิกายน 2458 - 27 พฤศจิกายน 2514) เป็นพระนัดดาในจอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ สมรสกับคุณแอลเลน เลวี่ มีบุตรสองคน คือ จุลจักร จักรพงษ์ หรือ "ฮิวโก้" และ ภูวสวัสดิ์ จักรพงษ์ หรือ "กู้"

หม่อมราชวงศ์หญิงนริศรา เกิดที่ประเทศอังกฤษ ศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนจิตรลดา รุ่นเดียวกับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในวัยเด็กท่านติดตาม พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ไปมา ระหว่างประเทศไทย กับประเทศอังกฤษ บ่อยครั้ง ต่อมาจึงเข้าเรียนชั้นมัธยมที่ Cornwall และเรียนระดับอุดมศึกษาด้านภาษาจีน และเปลี่ยนเป็นสาขาประวัติศาสตร์ศิลป์ จากนั้นจึงมาเป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร และสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนจิตรลดา

ปัจจุบันท่านใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในประเทศอังกฤษ เป็นประธานมูลนิธิโลกสีเขียว เป็นประธานกรรมการสำนักพิมพ์ริเวอร์บุ๊คส์ ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่เน้นพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมไทย


emotion_006.gif emotion_006.gif
User is offlineProfile CardPM
Go to the top of the page
+Quote Post
Madam-Jung
post Apr 5 2008, 08:32 PM
Post #500


Advanced Member
***

Group: Members
Posts: 1,503
Joined: 29-February 08
Member No.: 130,599






จุลจักร จักรพงษ์


user posted image


จุลจักร จักรพงษ์ (Chulachak Chakrabongse) มีชื่อเล่นว่า "เล็ก" แต่นิยมเรียกกันว่า ฮิวโก้ (Hugo Chula Alexander) เป็นบุตรชายคนโตของหม่อมราชวงศ์หญิงนริศรา จักรพงษ์ กับ แอลเลน เลวี่ เป็นหลานตาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ พระโอรสในจอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ

ฮิวโก้ เกิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2524 ที่ประเทศอังกฤษ ตอนเด็กเรียนที่โรงเรียนจิตรลดา จากนั้นไปเรียนต่อที่โรงเรียนชาร์เตอร์ เฮ้าส์ กรุงลอนดอน

เนื่องจาก จุลจักร จักรพงษ์ ใช้นามราชสกุลตามมารดา จึงไม่ใช้คำลงท้าย "ณ อยุธยา"


ผลงาน

ฮิวโก้ได้มีโอกาสมาเป็นนายแบบโฆษณาชิ้นแรกในนมเปรี้ยวดัชมิลล์ ก็เพราะเจ้าตัวกลับมาเยี่ยมบ้านในช่วงปิดเทอมตอนเรียนที่อังกฤษ จึงรับงานโฆษณาชิ้นนี้ ผลงาน ผลงานละครมีเรื่อง ลูกผู้ชายหัวใจเพชร,คุณแจ๋วกระเพราไก่,บ้านรังนกไม้,มิติใหม่หัวใจเดิม,ใกล้ไกลหัวใจ
เดียวกัน,เงาปริศนา ในปี พ.ศ. 2545 แสดงภาพยนตร์เรื่อง 999-9999 ต่อ - ติด - ตาย แสดงร่วมกับ ศรีริต้าเจนเซ่น และ พอลล่า เทเล่อร์ ต่อจากนั้นได้เล่นดนตรีในชื่อวง "สิบล้อ" มีผลงาน 4 ชุด

ทางสังคม

ฮิวโก้ ได้แสดงความฮือฮาในแก่สังคมเมื่อให้สัมภาษณ์ในนิตยสารสารคดี เมื่อปี พ.ศ. 2544 โดยเป็นการแสดงออกถึงวิสัยทัศน์และทัศนคติของตนเองต่อวัยรุ่นและต่อสังคมไทยที่แสดงอ
อกให้เห็นถึงความเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเองอย่างชัดเจน หลังจากนั้นจึงได้ไว้ผมยาวและไว้หนวดไว้เคราซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงบุคคลิกไปโดยสิ้น
เชิง emotion_048.gif emotion_048.gif

และในวิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทย พ.ศ. 2548-2550 ฮิวโก้เป็นบุคคลหนึ่งที่เข้าร่วมในการขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ด้วย โดยเข้าร่วมชุมนุมและนำวงสิบล้อของตนเองขึ้นเวทีแสดงดนตรีหลายต่อหลายครั้ง




emotion_006.gif emotion_006.gif emotion_006.gif
User is offlineProfile CardPM
Go to the top of the page
+Quote Post

147 Pages « < 48 49 50 51 52 > » 
Reply to this topicTopic OptionsStart new topic
1 User(s) are reading this topic (1 Guests and 0 Anonymous Users)
0 Members:
 

 
blankหน้าแรก | ภาพยนตร์ | ข่าว | ละคร | ฟังเพลง | ดารา | แต่งมือถือ | คลิปวีดีโอ | Radio | เกมส์ | ดูดวง | ชุมชน Pop2

blankบริการอื่นๆ : ฝากรูป | เว็บบอร์ดเก่า
blankละคร : ละครเอเซีย | ละครเกาหลี | ละครญี่ปุ่น | ละครจีน ฮ่องกง ใต้หวัน
blankเกมส์แนะนำ : เกมส์ | เกมส์แต่งตัว | เกมส์ทำอาหาร | เกมส์ปริศนา | เกมส์จากภาพยนตร์
blankบริการดูดวง : ดูดวง | ดูดวงรายวัน | ดูดวงรายสัปดาห์ | ดูดวงไพ่ยิบซี | ไพ่ยิบซีความรัก | ไพ่ยิบซีรายวัน | ทำนายฝัน

Lo-Fi Version Time is now: 21st October 2014 - 05:31 AM

2001-2004© Popcornfor2 Corp. All rights reserved